Master of Study (Review)

posted on 08 Jun 2011 21:17 by linching2  in Movie
 
เมื่อ 2 อาทิตย์ก่อน พี่ที่รู้จักถามว่าอยากดูซีรี่ย์เกาหลีมั้ย แล้วก็ยื่นเรื่องนี้มาให้
 
ดูจากหน้าปกแล้ว ต้องเป็นเรื่องคุณครูกับนักเรียนแน่ๆ
 
ทำให้อดคิดไปถึงซีรี่ญี่ปุ่นคุณครูหรือนักเรียนเป็นมาเฟียไม่ได้
 
ซึ่งถ้าเป็นเรื่องประเภทนี้คงเข้าอีหรอบเดิมๆ ไม่ได้มีอะไรน่าตื่นเต้น
 
เรื่องเริ่มต้นด้วยฉากธรรมดา บรรยากาศธรรมดาจนไม่แน่ใจว่าจะติดตามต่อดีหรือไม่
 
อาจเป็นเพราะเห็นหน้าพระเอกนางเอกดูเชยๆไม่หล่อสวยเร้าใจ ทั้งที่เป็นซีรี่ของปี 2010
 
ดูไปได้ 1 ตอน ก็ยังคงคิดว่าซีรี่ย์เรื่องนี้เป็นซีรี่ย์ก๊องแก๊ง
 
แต่พอเข้าตอน 2 เท่านั้น ก็รู้สึกว่าเรื่องมีอะไรให้ติดตามซะแล้ว
 
Master of study
 
เป็นเรื่องราวที่ทนายหนุ่มใหญ่คนหนึ่งเข้ามาจัดการคดีโรงเรียนจะถูกปิด
 
เพราะความไม่เอาไหนของคุณครูและนักเรียนในโรงเรียน
 
อยู่ๆทนายหนุ่มคัง ซ๊ก กู ก็เกิดแรงบรรดาลใจอยากให้โรงเรียนนี้ยังคงมีต่อไป
 
จึงมีข้อตกลงกับรองผอ.สาวสุดสวยว่าจะจัดตั้งชั้นเรียนพิเศษขึ้นเพื่อส่งไปเข้ามหาลัยชื่อดัง
 
ทนายคังยังได้คุณครูภาษาอังกฤษสาวสุดเจ๋อมาเป็นครูผู้ช่วยในคลาสพิเศษ
 
ซึ่งในคลาสพิเศษนี้เอง มีนักเรียนที่ทนายคังคัดเลือกและสมัครใจมาเองรวมทั้งสิ้น 5 คน
 
เด็กทั้ง 5 คนนี้ ล้วนขึ้นชื่อความเป็นนักเลงและไม่เอาถ่าน
 
ทั้งหมดได้คุณครูพิเศษ จากวิชาต่างๆมาสอนติวเข้มเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดัง อีก  4 ท่าน
 
แต่ละท่านล้วนมีบุคลิกและวิธีการสอนที่แตกต่างกันไป
 
ตั้งแต่โหดเหี้ยม มันฮา มาดขรึมนุ่มลึก เลิ่กๆลั่กๆ
 
ทนายคัง เหล่าคุณครู และนักเรียนทั้งห้าต้องต่อสู้กับอุปสรรค
 
จากคุณครูในโรงเรียนที่คัดค้านคลาสพิเศษนี้
 
และต่อสู้กับจิตใจของตัวเอง ในการเอาชนะอุปสรรคต่างๆ
 
ซีรี่ย์เรื่องนี้เหมาะกับนักเรียน นักศึกษาที่อยู่ในวัยกำลังเรียนเป็นอย่างยิ่ง
 
เมื่อดูแล้วทำให้เกิดพลังในการตั้งใจเรียนอย่างเต็มที่
 
"ไม่มีใครไม่ฉลาดหรอก....มีแต่ความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจเท่านั้น"
 
เรื่องนี้ยังพูดถึงบทบาทของครอบครัวที่เป็นส่วนสำคัญในความสำเร็จของลูก
 
ความรักของคนในครอบครัว ที่แม้อยู่ในสถานะอะไรก็ยังมีความรักให้กันเสมอ
 
การสอนให้ศิษย์เคารพครู...และการเป็นครูที่มีลูกศิษย์คิดถึงตลอดกาล
 
ความรักของเพื่อนที่เสียสละให้กันได้เมื่อยามลำบากที่สุด
 
สอนความเป็นธรรมชาติของชีวิตที่ไม่ได้จบสวยงามเหมือนละครหลายเรื่อง
 
เพราะชีวิตที่แท้จริงมีสุขบ้าง ทุกข์บ้างคละเคล้ากันไป
 
เรื่องนี้ยังแฝงด้วยเทคนิคการทำข้อสอบสอดแทรกอยู่ในเนื้อเรื่อง
 
ซึ่งเด็กที่อยู่ในชั้นเรียนนั้น น่าจะได้ประโยชน์บ้าง
 
 
 
คุ้มค่าแก่การดูแน่นอน!!!
 
คนที่มีความสู้ชีวิตอาจร้องไห้น้ำตาปูด
 
บางคนอาจอยากลุกขึ้นมาอ่านหนังสือ
 
หรือ บางคนอาจอยากไปเป็นคุณครูเลยก็ได้ ^ ^
 

edit @ 8 Jun 2011 22:29:19 by linching2

ขงจื๊อ

posted on 28 Sep 2010 19:23 by linching2
วันที่ 28 กันยาของทุกปี นักเรียนนักศึกษาจะเดินทางไปไหว้ศาลขงจื๊อ
ซึ่งเป็นเหมือนบุคคลผู้เป็นต้นแบบทางด้านการศึกษาของชาวจีน 
พูดถึง"ขงจื๊อ"แล้วก็คิดถึงอากง(คุณตา)ของชิงเอง
ครั้งยังมีชีวิตอยู่ไม่ได้สอนให้เชื่อเรื่องการไหว้เจ้า แต่จะสอนให้ยึดหลัก ขงจื้อมากกว่า
ขงจื้อ(孔子)(Confucius)(ไทยมีเรียกกันหลายชื่อ เช่น ขงฟู่จื่อ ขงจื่อ ขงชิว)
(ตามธรรมเนียม,28 กันยายน 551 ปีก่อน ค.ศ.- 479 ปีก่อน ค.ศ.)
ชื่อรอง จ้งหนี เป็นนักคิดและนักปรัชญาสังคมที่มีชื่อเสียงของจีน
คำสอนของขงจื๊อนั้น ฝังรากอิทธิพลลึกลงไปในสังคมเอเชียตะวันออกมาเป็นเวลาถึง 20 ศตวรรษ
หลักปรัชญาของขงจื๊อเน้นเกี่ยวกับศีลธรรมส่วนตัวและศีลธรรมในการปกครอง
ความถูกต้องเหมาะสมของความสัมพันธ์ในสังคมและความยุติธรรมและบริสุทธิ์ใจ
ก่อนสิ้นใจ ขงจื๊อได้ทิ้งท้ายข้อความไว้กับ ซื่อคง ไว้ว่า...
"ขุนเขาต้องพังทลาย ขื่อคานแข็งแรงปานใด สุดท้ายต้องพังลงมา
เหมือนเช่น บัณฑิตที่สุดท้ายต้องร่วงโรย"
 [[* ระวังสับสนกับ ลัทธิขงจื๊อ*]]
ประวัติของ"ขงจื๊อ" ... เมื่อขงจื๊อเกิดมาได้เพียง 3 ปี
บิดาที่มีร่างกายสูงใหญ่และแข็งแรง แต่ได้เสียชีวิตจากไป
ขงจื๊อในวัยเยาว์ชอบเล่นตั้งโต๊ะเซ่นไหว้ ชอบเลียนแบบท่าทางพิธีกรรมของผู้ใหญ่
เมื่ออายุได้ 15 ปี ฝักใฝ่การเล่าเรียน อายุ 19 ปี ได้แต่งงานกับแม่นางหยวนกวน
ในปีถัดมาได้ลูกชาย ให้ชื่อว่า คงลี้ อายุ 20 ขงจื๊อได้เป็น เสมียนยุ้งฉาง
และได้ใส่ใจความถูกต้องเนื่องจากทำงานกับตัวเลข
ต่อมาได้ทำหลายหน้าที่รวมทั้ง คนดูแลสัตว์ คนคุมงานก่อสร้าง
และในระหว่างที่ศึกษาพิธีกรรมจากรัฐโจว ได้โอกาสไปเยี่ยมเล่าจื๊อ
เล่าจื๊อ(老子) เชื่อกันว่าอาศัยอยู่ในช่วง 400 ปีก่อนคริสต์ศักราช
เป็นนักปราชญ์ที่เชี่ยวชาญทางเต๋า ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ดาราศาสตร์
"สมเจตนาในทุกสิ่ง โดยการหยุดนิ่ง" #เล่าจื๊อ
"อันชื่อเสียง ยศศักดิ์ ไม่จีรังยั่งยืน" #เล่าจื๊อ
ขงจื๊อมีความสัมพันธ์อันดีกับเสนาธิบดีของอ๋องจิง
ได้ฝากตัวเป็นพ่อบ้าน ได้มีการพูดคุยกับอ๋องในการวางแผนและหลักการปกครอง
แต่เนื่องจากโดนใส่ความจากที่ปรึกษาของรัฐ ขงจื๊อจึงเดินทางต่อไปรัฐอื่น
ภายหลังได้ฝากฝังตัวเองช่วยบ้านเมืองกับอ๋องติง
และได้รับการแต่งตั้งดินแดนส่วนกลางของลู่ เป็นเสนาธิบดีใหญ่
บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง อาชญากรลดลง คนมีคุณธรรมและเคารพผู้อาวุโส
ในระหว่างนั้น ได้มีการแบ่งแย่งดินแดน การแย่งชิงเมืองต่างๆ เกิดขึ้น
ขงจื๊อได้เดินทางจากเมืองไปสู่เมืองต่างๆ เรียนรู้หลักการปกครอง วัฒนธรรมท้องถิ่นแต่ละที่
ภายหลังได้ถูกหมายเอาชีวิตถูกขับไล่ให้ตกทุกข์ได้ยาก
และได้กลับมาสู่แคว้นลู่อีกครั้ง ขงจื๊อได้เริ่มรวบรวบพิธีกรรมโบราณ
บทเพลง ตำราโบราณ และลำดับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น
และได้สอนสั่งลูกศิษย์แถบแม่น้ำซูกับแม่น้ำสี ภายหลังขงจื๊อได้ล้มป่วยหนัก
และเจ็ดวันให้หลัง ได้อำลาโลก ตรงกับเดือนสี่ทางจันทรคติ
ในปีที่ 16 รัชสมัยอ๋องอี้ รวมอายุได้ 73 ปี
หลักความรู้ - ศาสตร์สี่แขนง ที่ขงจื๊อวางรากฐานไว้ ได้แก่
วัฒนธรรม ความประพฤติ ความจงรักภักดี และ ความซื่อสัตย์
โดยวัฒนธรรมเน้นถึงการเคารพบรรพบุรุษและพิธีการโบราณ
ยึดถือผู้อาวุโสเป็นหลัก แต่ไม่ยึดติดหรืออายที่จะหาความรู้จากคนที่ต่ำชั้นหรืออายุน้อยกว่า
8 หลักการพื้นฐานในการเรียนรู้ ได้แก่
สำรวจตรวจสอบ ขยายพรมแดนความรู้ จริงใจ แก้ไขดัดแปลงตน บ่มความรู้
ประพฤติตามกฎบ้านเมือง ประเทศต้องได้รับการดูแล นำความสงบสุขมาสู่โลก
ลำดับการเรียนรู้ของขงจื๊อ ได้แก่
พิธีกรรม ดนตรี ยิงธนู ขี่ม้า ประวัติศาสตร์ และ คณิตศาสตร์
คุณธรรมทั้งสามของขงจื๊อที่ได้จากการเรียนรู้ ได้แก่
ภูมิปัญญา เมตตากรุณา และความกล้าหาญ
4 ขั้นตอนหลักการสอนของขงจื๊อได้แก่
ตั้งจิตใจไว้บนมรรควิธี ตั้งตนในคุณธรรม อาศัยหลักเมตตาเกื้อกูล สร้างสรรค์ศิลปะใหม่
4 ลำดับการสอนของขงจื๊อ ได้แก่
คุณธรรมและความประพฤติ ภาษาและการพูดจา รัฐบาลและกิจการบ้านเมือง และสุดท้ายคือวรรณคดี
ชั่วชีวิตของขงจื๊อมีลูกศิษย์ทั้งสิ้นกว่าสามพันคน ในจำนวนนี้มีลูกศิษย์เอก 72 คน
และในจำนวนลูกศิษย์ที่โปรดปราน 72 คนนี้
คนที่ขงจื้อชมชอบและให้ความสำคัญที่สุดคือ"เอี๋ยนหุย"
เอี๋ยนหุยมีความเคารพนับถือขงจื้อมาก มุมานะและปฏิบัติตามคำสอนอย่างแข็งขัน
ทำสิ่งใดผิดพลาดก็พยายามแก้ไขโดยจะไม่กระทำผิดพลาดซ้ำเป็นครั้งที่ 2
เม่งจื๊อ ศิษย์ของขงจื๊อผู้เชื่อว่าโดยธรรมชาติแล้ว มนุษย์ทุกคนมีพื้นฐานเป็นคนดีมาแต่กำเนิด
แต่สิ่งแวดล้อมที่ไม่ดีต่างๆทำให้คนเราเปลี่ยนแปลงไป
ซุนจื๊อ ศิษย์ของขงจื๊อ ผู้เชื่อว่าตามธรรมชาติแล้วมนุษย์ชั่วร้าย
ซึ่งเกิดจากอารมณ์มีความต้องการอยากที่จะได้เพื่อจะขจัดความชั่วร้าย
มนุษย์จะต้องปฏิบัติตนอยู่ในกรอบแห่งข้อบังคับของสังคม
ความดีงามและการศึกษามีส่วนช่วยทำให้มนุษย์เป็นคนดีได้เช่นกัน
แนวคิดของเขาตรงกันข้ามกับเม่งจื๊อ โดยถ้าเปรียบเทียบเม่งจื๊อเป็นขาว ซุนจื๊อก็เป็นดำ
นอกจากนี้ซุนจื๊อยังปฏิเสธสิ่งที่เหลือเชื่อ ที่ไม่สามารถพิสูจน์ด้วยหลักเหตุและผล
จัดได้ว่าเขาเป็นผู้ยกย่องความเป็นเหตุเป็นผลด้วยผู้หนึ่ง
โจวเหวินฟะ รับบทสำคัญที่สุดในชีวิตเป็นนักปรัชญายิ่งใหญ่ของจีน"ขงจื๊อ"
ในภาพยนตร์ Confucius ฉลอง60ปีจีน(พ.ศ.2552) และขงจื๊อมีอายุ 2,560 ปี
คำสอนดีๆจากขงจื๊อมีอยู่มากมาย ได้แก่
*ถ้าคุณคิดจะเป็นใหญ่ คุณก็จะได้เป็นใหญ่ ...ถ้าคุณคิดอยากเป็นอะไร คุณก็จะได้เป็นสิ่งนั้น*
*เพราะแสวงหา มิใช่เพราะรอคอย..เพราะเชี่ยวชาญ มิใช่เพราะโอกาส..
เพราะสามารถ มิใช่เพราะโชคช่วย*
*ลิขิตฟ้า หรือจะสู้มานะตน* วาทะที่ทั้งโลกต้องหยุดฟัง หนึ่งมหาบุรุษผู้จุดปัญญาคนทั้งแผ่นดิน
*เมตตาธรรม คือ รักและเผื่อแผ่แก่ทุกๆ คน*
*ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว*
*ใจซื่อตรง ธนูย่อมตรง*
*ลูกผู้ชาย คำไหนคำนั้น*
*ไม้แก่ดัดยาก*
*จงเห็นบ้านเมืองสำคัญกว่าชีวิตเรา และอุปสรรคมากมาย
จงสำรวมใจให้เข้มแข็ง อะไรที่ทำอยู่ไม่ใช่เพียงระยะสั้นเท่านั้น*
*ไร้ประโยชน์ ก็อาจกลาย เป็นประโยชน์ได้*
*อ่อนแออยู่รอด อ่อนโยนดำรงอยู่ ไม่มีอะไรอ่อนกว่าน้ำ
แต่ไม่มีความเข้มแข็งใดทำลายน้ำได้ จงเป็นอย่างน้ำเถิด*
*คนรวยมอบของขวัญด้วยของ แต่ถ้าไม่มีสมอง มีก็แค่คำพูดเพียงเล็กน้อย* *
ถ้าเราไม่อาจเปลี่ยนโลก ถ้าเราไม่อาจเปลี่ยนสิ่งที่อยู่รอบตัวเราได้
เราก็ควรจะเปลี่ยนตัวเองจากข้างใน*
*เพราะศีลธรรมเสื่อมลง ต้องให้การศึกษา*
*หญิงงามนุ่มนวล ควรคู่บุรุษ กวีบทนี้ ความหมายคือ บุรุษชอบความงาม
แต่ดูความเหมาะสม ความรักที่แท้จริงนั้น ไม่มีความชั่วร้ายเจือปน*
*เรื่องที่ยากที่สุด คือการวัดคุณค่าลูกผู้ชาย ศิลธรรมในบุรุษเพศคือสิ่งที่สำคัญที่สุด
ผู้มีจริยะ ย่อมตายอย่างมีเกียรติ*
*นึกถึงเรื่องจริยะ ก่อนเรื่องตัณหาเลย*
*การมุทะลุหุนหันพลันแล่น เป็นสิ่งที่อันตรายมาก*
*ขุนนางก็แค่ใส่ชุดเป็นขุนนาง นิสัยสะท้อนถึงจิตใจ อย่าลืมเด็ดขาด
จงอย่าชายตาบอกหรือฟังหรือพูดหรือทำสิ่งใดที่ผิด*
*คิดทำการใหญ่ อย่าสนใจเรื่องเล็กน้อย*
*ตาสามารถมองเห็นสิ่งที่ไกลได้ แต่ไม่สามารถ มองเห็นคิ้วของตน*
*คนส่วนใหญ่ใส่ใจกับผลได้ระยะสั้นเท่านั้น แต่คนฉลาดอย่างแท้จริงจะมองไปยังอนาคต*
*ไม่ต้องเป็นห่วงคนอื่นที่ไม่เข้าใจเรา แต่ต้องเป็นห่วงว่าเรา ไม่เข้าใจคนอื่น*
*การที่ยอมรับว่าไม่รู้นั้น ก็คือความที่รู้แล้ว*
*บัณฑิตคิดถึงว่า ทำอย่างไรจะเพิ่มพูนคุณธรรมของตนได้*
*คนพาลคิดถึงว่า ทำอย่างไรจึงจะเห็นความเป็นอยู่ของตนสะดวกสบายขึ้น
โดยไม่คำนึงถึงคุณธรรม*
*บัณฑิตรู้เฉพาะเรื่องที่ชอบด้วยคุณธรรม คนพาลรู้เฉพาะเรื่องที่ได้ผลกำไร
โดยไม่คำนึงถึงคุณธรรม*
*ผู้มีคุณธรรมย่อมไม่ถูกทอดทิ้งโดยโดดเดี่ยว และจะต้องมีเพื่อนบ้านมาคบหา*
*ไม่คิดถึงความชั่วของคนอื่นในอดีตกาล จึงมีคนโกรธท่านน้อย*
*จงเป็นนักศึกษาในแบบบัณฑิต อย่าเป็นนักศึกษาในแบบคนพาล*
*บัณฑิตย่อมมีจิตใจกว้างขวางราบรื่น*
*คนพาลย่อมมีความกลัดกลุ้มอยู่ตลอดเวลา*
*ยังปรนนิบัติคนที่มีชีวิตไม่เป็น จะปรนนิบัติเซ่นไหว้เทพเจ้ากับผีได้อย่างไรเล่า*
*ต่างตักเตือนให้กำลังใจกันและกัน อยู่กันด้วยความสามัคคี*
*ในระหว่างเป็นเพื่อนกันต้องตักเตือนให้กำลังใจกันและกัน ในระหว่างพี่น้องต้องสามัคคีกัน*
*เมื่อรักเขาจะไม่ให้กำลังใจเขาได้หรือ เมื่อซื่อสัตย์ต่อเขา จะไม่ตักเตือนสั่งสอนเขาได้หรือ*
*ปราชญ์ย่อมหลีกเลี่ยงสังคมที่เลวร้าย สถานที่เลวร้าย มารยาทที่เลวร้าย และวาจาที่เลวร้าย*
*ตำหนิตนเองให้มาก ตำหนิผู้อื่นให้น้อย ก็จะไม่มีใครโกรธแค้น*
*บัณฑิตขอร้องกับตนเอง ส่วนคนพาลนั้นจะขอร้องกับผู้อื่น*
*บัณฑิตมีความภาคภูมิใจในตนเอง โดยไม่แย่งชิงความภาคภูมิใจของคนอื่น
บัณฑิตมีความสามัคคี แต่ไม่เล่นพวกกัน*
*พูดไพเราะตลบแตลง ทำให้สูญเสียคุณธรรม*
*เรื่องเล็กไม่อดกลั้นไว้ จะทำให้แผนเรื่องใหญ่เสีย*
*ทุกคนเกลียดก็ต้องพิจารณา ทุกคนรักก็ต้องพิจารณา*
*เพื่อนที่ซื่อตรง เพื่อนที่มีความชอบธรรม เพื่อนที่มีความรู้ ทั้ง 3 ประเภทนี้มีประโยชน์แก่เรา*
*เพื่อนที่ประจบสอพลอ เพื่อนที่ทำอ่อนน้อมเอาใจ
เพื่อนที่ชอบเถียงโดยไม่มีความรู้ ทั้ง 3 ประการนี้เป็นภัยแก่เรา*
*อ่านหนังสือโดยไม่ค้นคิด การอ่านจะไม่ได้อะไร
ค้นคิดโดยไม่ได้อ่านหนังสือ การค้นคิดจะเปล่าประโยชน์*
*ทบทวนเรื่องเก่า และรู้เรื่องใหม่ขึ้นมาอีก ก็จะเป็นครูได้*
*นักศึกษาสมัยก่อน ศึกษาเพื่อให้ตนมีความสำเร็จในการศึกษา
นักศึกษาในปัจจุบัน ศึกษาเพื่อให้คนอื่นรู้ว่าตนเองมีการศึกษา*
*ชอบเอาสองคนมาเทียบกันว่าใครดีกว่าใคร เธอเองเก่งพอแล้วหรือ
สำหรับเราไม่มีเวลาว่างมาทำเช่นนั้น*
*ผู้ที่มีเมตตาธรรมเท่านั้น จึงจะสามารถรักคนด้วยความจริงใจ
และจึงสามารถเกลียดคนด้วยความจริงใจ*
*ผู้มีปัญญาชื่นชมน้ำเป็นผู้ขยัน ผู้มีความสุข..
ผู้มีเมตตาชื่นชมภูเขาเป็นผู้รักสงบ เป็นผู้มีอายุยืน*
*เลี้ยงดูพ่อแม่ให้มีชีวิตอยู่ได้เท่านั้นนะหรือ ถ้าเช่นนั้น
หมากับม้าก็ได้รับการเลี้ยงดูให้มีชีวิตอยู่เช่นกัน*
*สิ่งที่แข็งที่สุด เอาชนะได้ด้วยสิ่งที่อ่อนที่สุด*
*เมื่อประตูบานหนึ่งปิด อีกบานหนึ่งก็เปิด
แต่บ่อยครั้งที่เรามัวแต่จ้องประตูบานที่ปิด จนไม่ทันเห็นว่ามีอีกบานที่เปิดอยู่*
*อย่ามัวค้นหาความผิดพลาด จงมองหาหนทางแก้ไข*
*อารมณ์ขันเป็นสิ่งยอดเยี่ยมที่สุดที่ช่วยรักษาสิ่งอื่นได้...
...เพราะทันทีที่เกิดอารมณ์ขัน ความรำคาญและความขุ่นข้องหมองใจจะมลายไปกลับกลาย
เป็นความเบิกบานแจ่มใสของจิตใจเข้ามาแทนที่*
*อย่ากลัวที่จะนั่งหยุดพักเพื่อคิด*
*1 นาทีที่คุณโกรธเท่ากับคุณได้สูญเสีย 60 วินาทีแห่งความสงบในจิตใจไปแล้ว*
*หนทางเดียวที่จะรักษาภาพพจน์ได้คือการซื่อสัตย์ตลอดเวลา*
*ผู้ชนะไม่เคยลาออก และผู้ลาออกก็ไม่เคยชนะ*
*ออกซิเจนสำคัญต่อปอดเช่นไร ความหวังก็เป็นเช่นนั้นต่อความหมายของชีวิต*
*การมีชีวิตอยู่นานเท่าใดมิใช่สิ่งสำคัญ สิ่งสำคัญก็คือ มีชีวิตอยู่อย่างไร*
*เราเข้าใจชีวิตเมื่อมองย้อนหลังเท่านั้น แต่เราต้องดำเนินชีวิตไปข้างหน้า*
*ไม่มีสิ่งใดช่วยให้ได้เปรียบคนอื่นมากเท่ากับ การควบคุมอารมณ์ให้สงบนิ่งอยู่ตลอดเวลาในทุกสถานการณ์*
*ความอดทนคือเพื่อนสนิทของสติปัญญา*
*พรสวรรค์ยิ่งใหญ่ของมนุษย์ คือ การที่เราสามารถเอาใจเขามาใส่ใจเราได้*
*ในธรรมชาติไม่มีสิ่งใดดีพร้อม แต่ทุกอย่างก็สมบูรณ์แบบในตัวเอง
ต้นไม้อาจบิดเบี้ยวโค้งงออย่างประหลาด แต่ก็ยังคงความงดงาม*
*มักพูดกันว่ากาลเวลาเปลี่ยนทุกสิ่ง แต่จริงๆแล้ว คุณต้องเปลี่ยนทุกสิ่งด้วยตนเอง*
*เมื่อยากจนก็ยังชื่นชมในคุณธรรม เมื่อมั่งมีก็ยังชื่นชมในมารยาทจริยธรรม*
*การศึกษาค้นคว้า ถ้าเอนเอียงไปสุดสาย ไม่ว่าข้างใดข้างหนึ่ง ก็มีแต่ผลเสียเท่านั้น*
*ความผิดอันเนื่องมาจากการประหยัดนั้น มีน้อยเหลือเกิน*
*ตั้งใจมุ่งมั่นอยู่กับคุณธรรม ยึดมั่นในคุณธรรมไม่ละทิ้งความเมตตาธรรม ท่องเที่ยวไปในศิลปะวิชาการ*
*สุรุ่ยสุร่ายเกินไปก็จะอวดหยิ่ง ประหยัดเกินไปก็จะเป็นคนคับแคบ
แต่เป็นคนอวดหยิ่งสู้เป็นคนคับแคบดีกว่า* *อ่อนน้อมแต่ไม่มีจริยธรรม
จะกลายเป็นเรื่องเหนื่อยเปล่า ระมัดระวังแต่ไม่มีจริยธรรม จะเป็นความขลาดกลัว*
*กล้าหาญแต่ไม่มีจริยธรรม จะกลายเป็นก่อการร้าย ซื่อตรงแต่ไม่มีจริยธรรม จะเป็นภัยแก่คนอื่น*
*ผู้ที่ไม่มีการไตร่ตรองให้ยาว ในอนาคตไกลจะต้องมีภัยที่เกิดขึ้นอย่างกระทันหัน*
*รวมอยู่กันเป็นหมู่ ตลอดวันไม่เคยพูดถึงธรรมที่ชอบ
ทำตนเป็นคนฉลาดในเรื่องเล็กๆน้อย ต่อไปเห็นจะลำบาก*
*บัณฑิตมีความกลัวอยู่ 3 ประการ
กลัวประกาศิตของสวรรค์ กลัวผู้มีอำนาจ กลัวคำพูดของอริยบุคคล*
*นิสัยคนมีความเหมือนกัน แต่การศึกษาทำให้แตกต่างกัน*
*เฉพาะคนที่มีปัญญาสูง กับคนที่โง่มากเท่านั้น ที่ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงเขาได้*
*รักความเมตตาแต่ไม่มีการศึกษาเสียอยู่ที่ถูกหลอกลวงง่าย
รักความรู้แต่ไม่มีการศึกษาเสียอยู่ที่ความรู้นั้นกระจัดกระจายไม่มีฐานที่ตั้ง*
*รักความซื่อสัตย์แต่ไม่มีการศึกษาเสียอยู่ที่เป็นภัยแก่ตนโดยง่าย...
 ...รักพูดตรงความจริงแต่ไม่มีการศึกษา เสียอยู่ที่การพูดจะเป็นการทำร้ายผู้อื่นได้โดยง่าย*
*รักความกล้าหาญแต่ไม่มีการศึกษา เสียอยู่ที่ก่อความไม่สงบได้ง่าย
รักความเข้มแข็งแต่ไม่มีการศึกษา เสียอยู่ที่เป็นคนมุทะลุได้ง่าย*
*อ่านหนังสือโดยไม่ค้นคิด การอ่านจะไม่ได้อะไร
ค้นคิดโดยไม่ได้อ่านหนังสือ การค้นคิดจะเปล่าประโยชน์*
*ทบทวนเรื่องเก่าและรู้เรื่องใหม่ขึ้นมาอีก ก็จะเป็นครูได้*
*แสร้งพูดไพเราะ แสดงความน่ารัก เพื่อให้ถูกใจคน
คนประเภทนี้น้อยนักที่จะเป็นคนมีเมตตาธรรม*
*ผู้ที่มีเมตตาธรรมเท่านั้น เวลาพูด เขาพูดอย่างเชื่องช้า
ไม่พูดเชื่องช้าได้หรือ เพราะเมื่อพูดไปแล้ว ต้องทำตามที่พูดด้วยความลำบาก*
*ผู้ที่มีความเข้มแข็ง กล้าหาญ ซื่อสัตย์ พูดช้าก็ใกล้กับความมีเมตตาธรรมแล้ว*
*ผู้มีคุณธรรมต้องมีคำพูดที่ดี แต่ผู้มีคำพูดที่ดี ไม่ต้องใช่เป็นคนที่มีคุณธรรมเสมอไป*
*ผู้มีเมตตาธรรมต้องเป็นผู้ที่กล้าหาญ แต่ผู้กล้าหาญไม่ใช่ต้องเป็นคนที่มีเมตตาธรรมเสมอไป*
คำสอนของ"ขงจื๊อ"นั้นมีอีกมากมาย ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งดีงาม
และคงไว้ซึ่งคุณธรรม เมตตาธรรม ซื่อสัตย์ ความกล้าหาญ .....
หากยึดคำสอนของขงจื๊อเพียงเสี้ยวหนึ่ง ก็จะทำให้ได้หลักในการดำรงชีวิตมากยิ่งขึ้น

edit @ 28 Sep 2010 20:12:00 by linching2

เทศกาลไหว้พระจันทร์

posted on 22 Sep 2010 15:35 by linching2  in Season

"เทศกาลไหว้พระจันทร์" หรือ "เทศกาลโคมไฟ"

ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 8 ตามปฏิทินจันทรคติจีน

เทศกาลไหว้พระจันทร์นี้มีชื่อตามภาษาจีนกลางว่า"จงชิวเจี๋ย" (中秋節)

หรือตามภาษาแต้จิ๋วว่า"ตงชิวโจ๊ย"

หมายถึง เทศกาลแห่งฤดูใบไม้ร่วง

ปัจจุบันในประเทศจีน ไต้หวัน ฮ่องกงจะถือได้ว่าเทศกาลนี้เป็นเทศกาลใหญ่รองจากเทศกาลตรุษจีน

เทศกาลไหว้พระจันทร์ ถือว่าเป็นภูมิปัญญาทางด้านดาราศาสตร์ของชาวจีน

เกี่ยวกับการคำนวณระนาบการโคจรระหว่างโลกกับพระอาทิตย์

เพราะต้องนำกี่โคจรของโลกที่โคจรทำมุมกับพระอาทิตย์นี้มาประยุกต์ใช้

เพื่อกำหนดช่วงเวลาที่แน่นอนของการทำการเกษตร ซึ่งโบราณกล่าวไว้ว่า

"วสันต์มาก็หว่านไถ คิมหันต์พลันก็เติบใหญ่ พอสารทไซร้ทำการเกี่ยว เหมันต์เก็บข้าวเข้ายุ้งฉาง"

 

ในครั้นโบราณกาลกล่าวไว้ว่า จักรพรรดิจีนนั้นมีบิดาเป็นสวรรค์ มีมารดาเป็นพระธรณี

มีพี่ชายคือพระอาทิตย์ มีพี่สาวคือพระจันทร์ ส่วนประชากรก็เป็นลูกหลานบรรพกษัตริย์

ดังนั้นชาวจีนทุกคนจึงเป็นลูกหลานของสวรรค์พระอาทิตย์ พระจันทร์ กันทั้งสิ้น

 

ชาวจีนโบราณจึงทำการเซ่นไหว้ สักการะเทพเจ้าตามธรรมชาติหลักๆ ปีละ 4 ครั้ง หรือ 4 ฤดู ดังนี้

1.ในช่วงฤดูหนาว (冬 “ ตง ”) [วันที่ 21 - 22 ธันวาคมของทุกปี] จะทำพิธีบูชาท้องฟ้า หรือ สวรรค์

2.ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ (春 “ชุน”) [วันที่ 20 - 21 มีนาคมของทุกปี] จะทำพิธีบูชาพระอาทิตย์ หรือ สุริยเทพ

3.ในช่วงฤดูร้อน (夏 “เซี่ย ”) [วันที่ 20 - 21 มิถุนายนของทุกปี] จะทำพิธีบูชาพื้นดิน หรือ พระแม่ธรณี

4.ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง (秋 “ ชิว ”) [วันที่ 22 - 23 กันยายนของทุกปี] จะทำพิธีบูชาพระจันทร์ หรือ จันทรเทพ

เมื่อทราบแล้วว่าคนจีนในสมัยโบราณนั้น มีการไหว้หลักๆ อยู่ 4 ครั้ง ตามช่วงของฤดู

แล้วก็จะเกิดคำถามว่า ทำไมต้องมาไหว้พระจันทร์ ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงด้วย

นั่นก็เพราะในฤดูหนาว แม้ท้องฟ้าจะโปร่ง แต่ก็มีอากาศหนาวเย็นมาก

ไม่เหมาะแก่การชมพระจันทร์ในยามค่ำคืน

ในฤดูใบไม้ผลิ แม้อากาศจะไม่หนาวแต่ท้องฟ้าก็มีเมฆมากโดยอาจจะมีฝนตกก็ไม่เหมาะอีก

 ในฤดูร้อน(ของจีน) ก็มีเมฆมาก ฝนตกมากไม่เหมาะเช่นกัน

จึงมีเพียงฤดูใบไม้ร่วงที่ท้องฟ้าในยามค่ำคืนจะโปร่ง อากาศอบอุ่นกำลังสบาย

เหมาะแก่การเซ่นไหว้ เฉลิมฉลองในเวลากลางคืน

ดังนั้นจีงกำหนดให้วันนั้นเป็นวันเซ่นไหว้พระจันทร์กัน นับแต่นั้นมา

 

ส่วนตามตำนานก็เล่าถึงเรื่องการไหว้พระจันทร์ว่า บนดวงจันทร์นั้นมีคางคกวิเศษอาศัยอยู่

สามารถอำนวยโชคลาภให้แก่มนุษย์ได้ เมื่อพระจันทร์ดับ(ข้างแรม)ทุกครั้งนั่น

แสดงว่าคางคกได้ตายลง แล้วในยามที่พระจันทร์เริ่มขึ้นใหม่(ข้างขึ้น)

คางคกจะเกิดใหม่อีกครั้ง แล้วเมื่อค่ำคืนวันเพ็ญคางคกวิเศษนี้มีกำลังมากที่สุด ใน 1 ปีนี้

จะมีพลังในการประทานโชคลาภมากที่สุดในค่ำคืนวันไหว้พระจันทร์นั้นเอง

ดังนั้นในวันนี้ชาวจีนจึงนิยมทำการไหว้พระจันทร์เพื่อขอพรที่ตนปรารถนา

 

เรื่องเกี่ยวกับเทพนิยายที่เล่าถึงวันไหว้พระจันทร์ก็มีเช่นกัน คือ

เรื่องของนางฟ้าฉางเอ๋อ โดยกล่าวว่าในสมัยดึกดำบรรพ์ มีวีรบุรุษหนึ่งนามว่า โฮวอี้

เป็นผู้ที่มีฝีมืออย่างมากในด้านการยิงธนู

แล้วในสมัยนั้นได้เกิดปรากฏการณ์พระอาทิตย์ขึ้นพร้อมกันถึง 10 ดวง

ทำให้พื้นดินเกิดความแห้งแล้งแทบลุกเป็นไฟ เง็กเซียนฮ่องเต้

จึงมีเทวบัญชาให้โฮวอี้ใช้ธนูยิงพระอาทิตย์ ดวงที่ทำให้โลกเดือดร้อน

แต่โฮวอี้กับเกิดความคะนอง จึงไม่พิจารณาว่าพระอาทิตย์ดวงไหนที่สร้างความเดือดร้อน

แล้วยิงพระอาทิตย์ดับไปถึง 9 ดวง

เง็กเซียนฮ่องเต้จึงพิโรธขับไล่โฮวอี้ไปเกิดบนโลกมนุษย์

เมื่อโฮวอี้ลงมายังโลก แรกๆก็มีนิสัยที่ดีชอบช่วยเหลือและปราบสัตว์ร้ายให้แกjมนุษย์

จนในที่สุดผู้คนก็ยกให้โฮวอี้เป็นผู้นำเผ่า แล้วได้แต่งงานกับนางฉางเอ๋อ

แต่นานไปโฮวอี้เริ่มรู้ตัวว่าแก่ลง จึงปรึกษาผู้รู้จะทำอย่างไร

จึงทราบว่าต้องทำพิธีบูชาขอให้เจ้าแม่ซีหวางหมู่ประทานอายุวัฒนะให้ตน

เมื่อได้ยามา เขาฝากไว้ที่ภรรยา ฝ่ายลูกศิษย์ของโฮวอี้นามว่า เฝิงเหมิง คิดจะโค่นโฮวอี้

และแย่งชิงยาอายุวัฒนะมากิน จึงถือโอกาสในขณะที่โฮวอี้ไม่อยู่

บีบบังคับเอายาอายุวัฒนะจากนางฉางเอ๋อ นางฉางเอ๋อเห็นภาวะคับขัน จึงกลืนยาลงไปเอง

จากนั้นร่างกายของนางก็ล่องลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าไปสถิตบนดวงจันทร์

เมื่อโฮวอี้กลับมา ทราบเรื่องจึงโกรธ ได้ทำการสังหารเฝิงเหมิงทันที

แต่เมื่อฉางเอ๋อจากไปโฮวอี้ก็ซึมเศร้าตลอดมา

เมื่อครบรอบวันคล้ายวันที่ฉางเอ๋อได้จากไปในทุกปี

ในค่ำคืนวันเพ็ญเดือน 8 ตามปฏิทินจีน

โฮวอี้ก็จัดพิธีเซ่นไหว้บูชาพระจันทร์ขึ้น...

...เพื่อระลึกถึงภรรยาที่รัก นับตั้งแต่นั้น ประชาชนจึงทำการเซ่นไหว้พระจันทร์สืบต่อกันมา

 

ในค่ำคืนการไหว้พระจันทร์เดิมนั้น จะนิยมธัญพืชนำมาเป็นเครื่องเซ่นไหว้

เปรียบเสมือนการนำผลผลิตทางการเกษตรของตนเองมาเซ่นไหว้ขอบคุณเทพเจ้า

แล้วต่อมาได้มีการพัฒนาเป็นขนมไหว้พระจันทร์ในแบบต่างๆ จนถึงปัจจุบัน

 

มีตำนานเกี่ยวกับขนมไหว้พระจันทร์ว่า ในสมัยราชวงค์หยวน ซึ่งปกครองโดยชาวมองโกล

พวกนี้ได้กดขี่ขมเหงชาวจีนเป็นอย่างมาก

แต่ชาวจีนก็ไม่ทราบจะติดต่อสื่อสารโค่นล้มราชวงค์ของชาวมองโกลได้อย่างไร

เนื่องจากทหารมองโกล 1 คน จะคอยควบคุมชาวจีน 10 ครอบครัว

แล้ววันหนึ่งมีผู้คิดอุบายที่จะติดต่อสื่อสารกันในหมู่ของชาวจีน

โดยใช้วันไหว้พระจันทร์เป็นวันเริ่มการเขียนจดหมายนัดแนะ รวมกำลังขับไล่พวกมองโกล

โดยได้ทำขนมเปี๊ยะชนิดหนึ่งขึ้นจากแป้ง แล้วมีไส้ทำด้วยธัญพืช

จากนั้นก็ยัดจดหมายลงไปในขนม นำไปแจกจ่ายให้ชาวจีนทั่วไป

เมื่อชาวจีนได้รับประทานขนมไหว้พระจันทร์นี้ก็พบจดหมาย ก็ทำขนมชนิดนี้แจกจ่ายต่อๆ กันไป

และต่างรวบรวมอาวุธจับกุมผู้คุมชาวมองโกลสังหารทิ้ง

อันเป็นจุดเริ่มต้นของการลุกฮือของชาวจีนในที่อื่นๆ ตามมา

เมื่อจักรพรรดิจูหยวนจางได้ขับไล่ชาวมองโกลออกจากแผ่นดินจีนได้เรียบร้อย

เพื่อเป็นการระลึกถึงจุดเริ่มต้นของการกู้ชาติในครั้งนี้

ชาวจีนจึงได้นำธัญพืชชนิดต่างๆ มาประดิษฐ์ทำเป็นขนมไหว้พระจันทร์นับแต่นั้นมา

 

ต่อมาได้มีการนำข้าวของมาทำการไหว้เสริมอีก เช่น เครื่องสำอาง เงินทองต่างๆ

ก็เนื่องจากมีความเชื่อว่า... วันไหว้พระจันทร์นี้เป็นวันระลึกถึงนางฟ้าฉางเอ๋อ

ผู้เป็นสตรีที่งดงามพรั่งพร้อมไปด้วยการเป็นกุลสตรี

 

ดังนั้นการเซ่นไหว้ด้วยเครื่องสำอางก็เพื่อให้นางฟ้าฉางเอ๋อ

ประทานความสวยงามให้กับเหล่าผู้หญิงบนโลกมนุษย์

ส่วนพวกทรัพย์สินต่างๆ ก็นำมาเซ่นไหว้คางคก 3 ขา

ซึ่งเป็นคางคกวิเศษที่สามารถบันดาลโชคลาภทรัพย์สินเงินทองให้

จึงมีการนำเครื่องประดับของมีค่า มาทำการไหว้เพื่อให้ทรัพย์สินนั้นเพิ่มพูน

แล้วในค่ำคืนไหว้พระจันทร์นี้ ทุกบ้านเรือนในประเทศจีนจะมีการประดับประดาโต๊ะเซ่นไหว้

ด้วยโคมไฟจำนวนมาก เพื่อให้เกิดความสว่างไสว จนกลายเป็นเทศกาลโคมไฟมาจนถึงปัจจุบัน

 

ในค่ำคืนนี้หนุ่มสาวชาวจีนสมัยโบราณจะถือว่า เป็นวันสำคัญมาก

คล้ายๆกับวันวาเลนไทน์ ของพวกฝรั่งตะวันตก

เพราะสมัยโบราณหญิงสาวชาวจีนนั้นจะถูกจำกัดสิทธิ์ไม่ค่อยได้ออกไปเที่ยวนอก

บ้านในเวลาค่ำคืนกันเท่าใดนัก แต่ในค่ำคืนของวันเฉลิมฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์นั้น

หญิงสาวชาวจีนจะได้รับการยกเว้นเป็นพิเศษ

จะได้ออกนอกบ้านในเวลาค่ำคืนเพื่อชมการประดับโคมไฟ

ในค่ำคืนนี้พวกหนุ่มๆ ก็จะได้ทำการนัดแนะกับหญิงสาวที่ตนหลงรัก

ให้ออกมาเที่ยวชมพระจันทร์และโคมไฟกัน แล้วสามารถบอกรักได้เป็นการส่วนตัว

เมื่อฝ่ายหญิงตอบตกลงฝ่ายชายก็จะให้ผู้หลักผู้ใหญ่ไปทำการสู่ขอในเวลาต่อมา

ฝ่ายหญิงก็ไม่ต้องถูกจับคลุมถุงชนเหมือนอย่างที่เคยเป็นมา

ชาวจีนจึงถือว่าวันไหว้พระจันทร์ เป็น "วันแห่งความรัก" นับแต่นั้นมา

 

คราวนี้คงทราบที่มาที่ไปของวันไหว้พระจันทร์กันมากขึ้น

โดยเริ่มจากภูมิปัญญาทางดาราศาสตร์ เกี่ยวกับการกำหนดฤดูกาลในสมัยโบราณ

อีกทั้งเรื่องการผูกตำนานต่างๆ ขึ้นมาเป็นนิทานเล่าสืบต่อกันมา

และยังทำให้ทราบถึงที่มาของขนมไหว้พระจันทร์ ที่นิยมทำไส้จากธัญพืชชนิดต่างๆ

และของไหว้เสริมต่างๆ ก็มีที่มาจากตำนานนิทานโบราณของชาวจีนนั่นเอง

 

การไหว้พระจันทร์ไม่ใช่ว่า ถ้าไหว้พระจันทร์เดี๋ยวหน้าจะเป็นหลุมเป็นบ่อเหมือนผิวพระจันทร์

แต่ไหว้เพื่อขอให้ใบหน้าและผิวพรรณเหมือนนางฟ้าฉางเอ๋อ ที่มีหน้าตาผิวพรรณงดงาม

นอกจากประเทศไทยแล้ว ประเทศอื่นๆทั่วโลกที่มีชนชาวจีนไปตั้งถิ่นฐาน

เขาก็จะปฏิบัติเช่นเดียวกัน ชาวจีนจะตั้งโต๊ะจัดของสักการะบูชาพระจันทร์

เพื่อเป็นการขอพรให้กับครอบครัวและให้กับชีวิตของตนเอง

 

ของแต่ละอย่างบนโต๊ะก็จะมีความหมายต่างๆกันไป

หากวิธีการจัดโต๊ะของแต่ละประเทศก็จะแตกต่างกันไป

ขึ้นอยู่กับสิ่งของที่หาได้และผลไม้ในประเทศที่มี ซึ่งโดยปรกติก็จะกำหนดตายตัว

หากแต่ผลไม้ที่ใช้ก็จะเน้นให้เป็นผลกลม

เพื่อความกลมกลึงของชีวิตและหมายถึงความกลมของพระจันทร์

แต่ที่จะขาดไม่ได้เลยคือ"ขนมไหว้พระจันทร์"

ซึ่งจะเป็นขนมอบใส่ไส้ผลไม้กวนหรือถั่วแดงกวน เม็ดบัว และไข่เค็มเฉพาะไข่แดง

 

สิ่งของอย่างอื่นๆ บนโต๊ะก็จะประกอบไปด้วยสิ่งละอันพันละน้อย

ที่มีความหมายแตกต่างกันไป เข่น ... ขนมอี้ ซึ่งเป็นแป้งลูกกลมๆสีแดงสดใสใส่ในน้ำเชื่อมหวาน

ซึ่งเปรียบเหมือนชีวิตที่หวานสดชื่น

ขนมโก๋ ที่เป็นแป้งหวานสีขาว รูปทรงต่างๆ ลวดลายสวยงามเพื่อเป็นการขอผิวพรรณที่ขาวสวย 

ผลไม้ต่างๆ 5 ชนิดที่มีผลกลม เหมือนพรที่ขอเพื่อให้ชีวิตสุขสดชื่นรวมไปถึงชีวิต

ครอบครัวที่มีความสุขความสามัคคี บ้านเจดีย์น้ำตาล เป็นตัวแทนของ ปราสาทแห่งสวรรค์ 

 

 ถั่วหวานขนมหวาน เคลือบน้ำตาล 

 ขนมเปี๊ยที่มีอักษรมงคล ประทับสีแดงอยู่กลางขนม 

ของประดับอื่นๆ ก็จะมีกระดาษรูปเซียน 8 องค์

คำกลอนต่างๆ ในกระดาษสีแดงสดใส เทียนดอกใหญ่ สีแดงที่เขียนคำขอพรไว้

กิ่งหลิว ดอกไม้สีสันสดสวย อ้อยต้นโต เพื่อนำมาทำเป็นซุ้มประตู โคมไฟลวดลายงามตา

การตั้งโต๊ะจะต้องตั้งให้เรียบร้อยก่อน พระจันทร์จะลอยสูงเกินขอบฟ้า

และเก็บก่อนที่พระจันทร์จะเลยหัวไป หรือเมื่อเทียนดอกใหญ่ดับลง หันโต๊ะไปทางทิศตะวันออก

 

 

edit @ 22 Sep 2010 16:55:13 by linching2