Master of Study (Review)
posted on 08 Jun 2011 21:17 by linching2 in Movie
edit @ 8 Jun 2011 22:29:19 by linching2

edit @ 8 Jun 2011 22:29:19 by linching2

edit @ 28 Sep 2010 20:12:00 by linching2
"เทศกาลไหว้พระจันทร์" หรือ "เทศกาลโคมไฟ"
ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 8 ตามปฏิทินจันทรคติจีน
เทศกาลไหว้พระจันทร์นี้มีชื่อตามภาษาจีนกลางว่า"จงชิวเจี๋ย" (中秋節)
หรือตามภาษาแต้จิ๋วว่า"ตงชิวโจ๊ย"
หมายถึง เทศกาลแห่งฤดูใบไม้ร่วง
ปัจจุบันในประเทศจีน ไต้หวัน ฮ่องกงจะถือได้ว่าเทศกาลนี้เป็นเทศกาลใหญ่รองจากเทศกาลตรุษจีน
เทศกาลไหว้พระจันทร์ ถือว่าเป็นภูมิปัญญาทางด้านดาราศาสตร์ของชาวจีน
เกี่ยวกับการคำนวณระนาบการโคจรระหว่างโลกกับพระอาทิตย์
เพราะต้องนำกี่โคจรของโลกที่โคจรทำมุมกับพระอาทิตย์นี้มาประยุกต์ใช้
เพื่อกำหนดช่วงเวลาที่แน่นอนของการทำการเกษตร ซึ่งโบราณกล่าวไว้ว่า
"วสันต์มาก็หว่านไถ คิมหันต์พลันก็เติบใหญ่ พอสารทไซร้ทำการเกี่ยว เหมันต์เก็บข้าวเข้ายุ้งฉาง"
ในครั้นโบราณกาลกล่าวไว้ว่า จักรพรรดิจีนนั้นมีบิดาเป็นสวรรค์ มีมารดาเป็นพระธรณี
มีพี่ชายคือพระอาทิตย์ มีพี่สาวคือพระจันทร์ ส่วนประชากรก็เป็นลูกหลานบรรพกษัตริย์
ดังนั้นชาวจีนทุกคนจึงเป็นลูกหลานของสวรรค์พระอาทิตย์ พระจันทร์ กันทั้งสิ้น
ชาวจีนโบราณจึงทำการเซ่นไหว้ สักการะเทพเจ้าตามธรรมชาติหลักๆ ปีละ 4 ครั้ง หรือ 4 ฤดู ดังนี้
1.ในช่วงฤดูหนาว (冬 “ ตง ”) [วันที่ 21 - 22 ธันวาคมของทุกปี] จะทำพิธีบูชาท้องฟ้า หรือ สวรรค์
2.ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ (春 “ชุน”) [วันที่ 20 - 21 มีนาคมของทุกปี] จะทำพิธีบูชาพระอาทิตย์ หรือ สุริยเทพ
3.ในช่วงฤดูร้อน (夏 “เซี่ย ”) [วันที่ 20 - 21 มิถุนายนของทุกปี] จะทำพิธีบูชาพื้นดิน หรือ พระแม่ธรณี
4.ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง (秋 “ ชิว ”) [วันที่ 22 - 23 กันยายนของทุกปี] จะทำพิธีบูชาพระจันทร์ หรือ จันทรเทพ
เมื่อทราบแล้วว่าคนจีนในสมัยโบราณนั้น มีการไหว้หลักๆ อยู่ 4 ครั้ง ตามช่วงของฤดู
แล้วก็จะเกิดคำถามว่า ทำไมต้องมาไหว้พระจันทร์ ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงด้วย
นั่นก็เพราะในฤดูหนาว แม้ท้องฟ้าจะโปร่ง แต่ก็มีอากาศหนาวเย็นมาก
ไม่เหมาะแก่การชมพระจันทร์ในยามค่ำคืน
ในฤดูใบไม้ผลิ แม้อากาศจะไม่หนาวแต่ท้องฟ้าก็มีเมฆมากโดยอาจจะมีฝนตกก็ไม่เหมาะอีก
ในฤดูร้อน(ของจีน) ก็มีเมฆมาก ฝนตกมากไม่เหมาะเช่นกัน
จึงมีเพียงฤดูใบไม้ร่วงที่ท้องฟ้าในยามค่ำคืนจะโปร่ง อากาศอบอุ่นกำลังสบาย
เหมาะแก่การเซ่นไหว้ เฉลิมฉลองในเวลากลางคืน
ดังนั้นจีงกำหนดให้วันนั้นเป็นวันเซ่นไหว้พระจันทร์กัน นับแต่นั้นมา
ส่วนตามตำนานก็เล่าถึงเรื่องการไหว้พระจันทร์ว่า บนดวงจันทร์นั้นมีคางคกวิเศษอาศัยอยู่
สามารถอำนวยโชคลาภให้แก่มนุษย์ได้ เมื่อพระจันทร์ดับ(ข้างแรม)ทุกครั้งนั่น
แสดงว่าคางคกได้ตายลง แล้วในยามที่พระจันทร์เริ่มขึ้นใหม่(ข้างขึ้น)
คางคกจะเกิดใหม่อีกครั้ง แล้วเมื่อค่ำคืนวันเพ็ญคางคกวิเศษนี้มีกำลังมากที่สุด ใน 1 ปีนี้
จะมีพลังในการประทานโชคลาภมากที่สุดในค่ำคืนวันไหว้พระจันทร์นั้นเอง
ดังนั้นในวันนี้ชาวจีนจึงนิยมทำการไหว้พระจันทร์เพื่อขอพรที่ตนปรารถนา
เรื่องเกี่ยวกับเทพนิยายที่เล่าถึงวันไหว้พระจันทร์ก็มีเช่นกัน คือ
เรื่องของนางฟ้าฉางเอ๋อ โดยกล่าวว่าในสมัยดึกดำบรรพ์ มีวีรบุรุษหนึ่งนามว่า โฮวอี้
เป็นผู้ที่มีฝีมืออย่างมากในด้านการยิงธนู
แล้วในสมัยนั้นได้เกิดปรากฏการณ์พระอาทิตย์ขึ้นพร้อมกันถึง 10 ดวง
ทำให้พื้นดินเกิดความแห้งแล้งแทบลุกเป็นไฟ เง็กเซียนฮ่องเต้
จึงมีเทวบัญชาให้โฮวอี้ใช้ธนูยิงพระอาทิตย์ ดวงที่ทำให้โลกเดือดร้อน
แต่โฮวอี้กับเกิดความคะนอง จึงไม่พิจารณาว่าพระอาทิตย์ดวงไหนที่สร้างความเดือดร้อน
แล้วยิงพระอาทิตย์ดับไปถึง 9 ดวง
เง็กเซียนฮ่องเต้จึงพิโรธขับไล่โฮวอี้ไปเกิดบนโลกมนุษย์
เมื่อโฮวอี้ลงมายังโลก แรกๆก็มีนิสัยที่ดีชอบช่วยเหลือและปราบสัตว์ร้ายให้แกjมนุษย์
จนในที่สุดผู้คนก็ยกให้โฮวอี้เป็นผู้นำเผ่า แล้วได้แต่งงานกับนางฉางเอ๋อ
แต่นานไปโฮวอี้เริ่มรู้ตัวว่าแก่ลง จึงปรึกษาผู้รู้จะทำอย่างไร
จึงทราบว่าต้องทำพิธีบูชาขอให้เจ้าแม่ซีหวางหมู่ประทานอายุวัฒนะให้ตน
เมื่อได้ยามา เขาฝากไว้ที่ภรรยา ฝ่ายลูกศิษย์ของโฮวอี้นามว่า เฝิงเหมิง คิดจะโค่นโฮวอี้
และแย่งชิงยาอายุวัฒนะมากิน จึงถือโอกาสในขณะที่โฮวอี้ไม่อยู่
บีบบังคับเอายาอายุวัฒนะจากนางฉางเอ๋อ นางฉางเอ๋อเห็นภาวะคับขัน จึงกลืนยาลงไปเอง
จากนั้นร่างกายของนางก็ล่องลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าไปสถิตบนดวงจันทร์
เมื่อโฮวอี้กลับมา ทราบเรื่องจึงโกรธ ได้ทำการสังหารเฝิงเหมิงทันที
แต่เมื่อฉางเอ๋อจากไปโฮวอี้ก็ซึมเศร้าตลอดมา
เมื่อครบรอบวันคล้ายวันที่ฉางเอ๋อได้จากไปในทุกปี
ในค่ำคืนวันเพ็ญเดือน 8 ตามปฏิทินจีน
โฮวอี้ก็จัดพิธีเซ่นไหว้บูชาพระจันทร์ขึ้น...
...เพื่อระลึกถึงภรรยาที่รัก นับตั้งแต่นั้น ประชาชนจึงทำการเซ่นไหว้พระจันทร์สืบต่อกันมา
ในค่ำคืนการไหว้พระจันทร์เดิมนั้น จะนิยมธัญพืชนำมาเป็นเครื่องเซ่นไหว้
เปรียบเสมือนการนำผลผลิตทางการเกษตรของตนเองมาเซ่นไหว้ขอบคุณเทพเจ้า
แล้วต่อมาได้มีการพัฒนาเป็นขนมไหว้พระจันทร์ในแบบต่างๆ จนถึงปัจจุบัน
มีตำนานเกี่ยวกับขนมไหว้พระจันทร์ว่า ในสมัยราชวงค์หยวน ซึ่งปกครองโดยชาวมองโกล
พวกนี้ได้กดขี่ขมเหงชาวจีนเป็นอย่างมาก
แต่ชาวจีนก็ไม่ทราบจะติดต่อสื่อสารโค่นล้มราชวงค์ของชาวมองโกลได้อย่างไร
เนื่องจากทหารมองโกล 1 คน จะคอยควบคุมชาวจีน 10 ครอบครัว
แล้ววันหนึ่งมีผู้คิดอุบายที่จะติดต่อสื่อสารกันในหมู่ของชาวจีน
โดยใช้วันไหว้พระจันทร์เป็นวันเริ่มการเขียนจดหมายนัดแนะ รวมกำลังขับไล่พวกมองโกล
โดยได้ทำขนมเปี๊ยะชนิดหนึ่งขึ้นจากแป้ง แล้วมีไส้ทำด้วยธัญพืช
จากนั้นก็ยัดจดหมายลงไปในขนม นำไปแจกจ่ายให้ชาวจีนทั่วไป
เมื่อชาวจีนได้รับประทานขนมไหว้พระจันทร์นี้ก็พบจดหมาย ก็ทำขนมชนิดนี้แจกจ่ายต่อๆ กันไป
และต่างรวบรวมอาวุธจับกุมผู้คุมชาวมองโกลสังหารทิ้ง
อันเป็นจุดเริ่มต้นของการลุกฮือของชาวจีนในที่อื่นๆ ตามมา
เมื่อจักรพรรดิจูหยวนจางได้ขับไล่ชาวมองโกลออกจากแผ่นดินจีนได้เรียบร้อย
เพื่อเป็นการระลึกถึงจุดเริ่มต้นของการกู้ชาติในครั้งนี้
ชาวจีนจึงได้นำธัญพืชชนิดต่างๆ มาประดิษฐ์ทำเป็นขนมไหว้พระจันทร์นับแต่นั้นมา
ต่อมาได้มีการนำข้าวของมาทำการไหว้เสริมอีก เช่น เครื่องสำอาง เงินทองต่างๆ
ก็เนื่องจากมีความเชื่อว่า... วันไหว้พระจันทร์นี้เป็นวันระลึกถึงนางฟ้าฉางเอ๋อ
ผู้เป็นสตรีที่งดงามพรั่งพร้อมไปด้วยการเป็นกุลสตรี
ดังนั้นการเซ่นไหว้ด้วยเครื่องสำอางก็เพื่อให้นางฟ้าฉางเอ๋อ
ประทานความสวยงามให้กับเหล่าผู้หญิงบนโลกมนุษย์
ส่วนพวกทรัพย์สินต่างๆ ก็นำมาเซ่นไหว้คางคก 3 ขา
ซึ่งเป็นคางคกวิเศษที่สามารถบันดาลโชคลาภทรัพย์สินเงินทองให้
จึงมีการนำเครื่องประดับของมีค่า มาทำการไหว้เพื่อให้ทรัพย์สินนั้นเพิ่มพูน
แล้วในค่ำคืนไหว้พระจันทร์นี้ ทุกบ้านเรือนในประเทศจีนจะมีการประดับประดาโต๊ะเซ่นไหว้
ด้วยโคมไฟจำนวนมาก เพื่อให้เกิดความสว่างไสว จนกลายเป็นเทศกาลโคมไฟมาจนถึงปัจจุบัน
ในค่ำคืนนี้หนุ่มสาวชาวจีนสมัยโบราณจะถือว่า เป็นวันสำคัญมาก
คล้ายๆกับวันวาเลนไทน์ ของพวกฝรั่งตะวันตก
เพราะสมัยโบราณหญิงสาวชาวจีนนั้นจะถูกจำกัดสิทธิ์ไม่ค่อยได้ออกไปเที่ยวนอก
บ้านในเวลาค่ำคืนกันเท่าใดนัก แต่ในค่ำคืนของวันเฉลิมฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์นั้น
หญิงสาวชาวจีนจะได้รับการยกเว้นเป็นพิเศษ
จะได้ออกนอกบ้านในเวลาค่ำคืนเพื่อชมการประดับโคมไฟ
ในค่ำคืนนี้พวกหนุ่มๆ ก็จะได้ทำการนัดแนะกับหญิงสาวที่ตนหลงรัก
ให้ออกมาเที่ยวชมพระจันทร์และโคมไฟกัน แล้วสามารถบอกรักได้เป็นการส่วนตัว
เมื่อฝ่ายหญิงตอบตกลงฝ่ายชายก็จะให้ผู้หลักผู้ใหญ่ไปทำการสู่ขอในเวลาต่อมา
ฝ่ายหญิงก็ไม่ต้องถูกจับคลุมถุงชนเหมือนอย่างที่เคยเป็นมา
ชาวจีนจึงถือว่าวันไหว้พระจันทร์ เป็น "วันแห่งความรัก" นับแต่นั้นมา
คราวนี้คงทราบที่มาที่ไปของวันไหว้พระจันทร์กันมากขึ้น
โดยเริ่มจากภูมิปัญญาทางดาราศาสตร์ เกี่ยวกับการกำหนดฤดูกาลในสมัยโบราณ
อีกทั้งเรื่องการผูกตำนานต่างๆ ขึ้นมาเป็นนิทานเล่าสืบต่อกันมา
และยังทำให้ทราบถึงที่มาของขนมไหว้พระจันทร์ ที่นิยมทำไส้จากธัญพืชชนิดต่างๆ
และของไหว้เสริมต่างๆ ก็มีที่มาจากตำนานนิทานโบราณของชาวจีนนั่นเอง
การไหว้พระจันทร์ไม่ใช่ว่า ถ้าไหว้พระจันทร์เดี๋ยวหน้าจะเป็นหลุมเป็นบ่อเหมือนผิวพระจันทร์
แต่ไหว้เพื่อขอให้ใบหน้าและผิวพรรณเหมือนนางฟ้าฉางเอ๋อ ที่มีหน้าตาผิวพรรณงดงาม
นอกจากประเทศไทยแล้ว ประเทศอื่นๆทั่วโลกที่มีชนชาวจีนไปตั้งถิ่นฐาน
เขาก็จะปฏิบัติเช่นเดียวกัน ชาวจีนจะตั้งโต๊ะจัดของสักการะบูชาพระจันทร์
เพื่อเป็นการขอพรให้กับครอบครัวและให้กับชีวิตของตนเอง
ของแต่ละอย่างบนโต๊ะก็จะมีความหมายต่างๆกันไป
หากวิธีการจัดโต๊ะของแต่ละประเทศก็จะแตกต่างกันไป
ขึ้นอยู่กับสิ่งของที่หาได้และผลไม้ในประเทศที่มี ซึ่งโดยปรกติก็จะกำหนดตายตัว
หากแต่ผลไม้ที่ใช้ก็จะเน้นให้เป็นผลกลม
เพื่อความกลมกลึงของชีวิตและหมายถึงความกลมของพระจันทร์
แต่ที่จะขาดไม่ได้เลยคือ"ขนมไหว้พระจันทร์"
ซึ่งจะเป็นขนมอบใส่ไส้ผลไม้กวนหรือถั่วแดงกวน เม็ดบัว และไข่เค็มเฉพาะไข่แดง
สิ่งของอย่างอื่นๆ บนโต๊ะก็จะประกอบไปด้วยสิ่งละอันพันละน้อย
ที่มีความหมายแตกต่างกันไป เข่น ... ขนมอี้ ซึ่งเป็นแป้งลูกกลมๆสีแดงสดใสใส่ในน้ำเชื่อมหวาน
ซึ่งเปรียบเหมือนชีวิตที่หวานสดชื่น
ขนมโก๋ ที่เป็นแป้งหวานสีขาว รูปทรงต่างๆ ลวดลายสวยงามเพื่อเป็นการขอผิวพรรณที่ขาวสวย
ผลไม้ต่างๆ 5 ชนิดที่มีผลกลม เหมือนพรที่ขอเพื่อให้ชีวิตสุขสดชื่นรวมไปถึงชีวิต
ครอบครัวที่มีความสุขความสามัคคี บ้านเจดีย์น้ำตาล เป็นตัวแทนของ ปราสาทแห่งสวรรค์

ถั่วหวานขนมหวาน เคลือบน้ำตาล
ขนมเปี๊ยที่มีอักษรมงคล ประทับสีแดงอยู่กลางขนม
ของประดับอื่นๆ ก็จะมีกระดาษรูปเซียน 8 องค์
คำกลอนต่างๆ ในกระดาษสีแดงสดใส เทียนดอกใหญ่ สีแดงที่เขียนคำขอพรไว้
กิ่งหลิว ดอกไม้สีสันสดสวย อ้อยต้นโต เพื่อนำมาทำเป็นซุ้มประตู โคมไฟลวดลายงามตา
การตั้งโต๊ะจะต้องตั้งให้เรียบร้อยก่อน พระจันทร์จะลอยสูงเกินขอบฟ้า
และเก็บก่อนที่พระจันทร์จะเลยหัวไป หรือเมื่อเทียนดอกใหญ่ดับลง หันโต๊ะไปทางทิศตะวันออก

edit @ 22 Sep 2010 16:55:13 by linching2