Master of Study (Review)

posted on 08 Jun 2011 21:17 by linching2 in Movie
 
เมื่อ 2 อาทิตย์ก่อน พี่ที่รู้จักถามว่าอยากดูซีรี่ย์เกาหลีมั้ย แล้วก็ยื่นเรื่องนี้มาให้
 
ดูจากหน้าปกแล้ว ต้องเป็นเรื่องคุณครูกับนักเรียนแน่ๆ
 
ทำให้อดคิดไปถึงซีรี่ญี่ปุ่นคุณครูหรือนักเรียนเป็นมาเฟียไม่ได้
 
ซึ่งถ้าเป็นเรื่องประเภทนี้คงเข้าอีหรอบเดิมๆ ไม่ได้มีอะไรน่าตื่นเต้น
 
เรื่องเริ่มต้นด้วยฉากธรรมดา บรรยากาศธรรมดาจนไม่แน่ใจว่าจะติดตามต่อดีหรือไม่
 
อาจเป็นเพราะเห็นหน้าพระเอกนางเอกดูเชยๆไม่หล่อสวยเร้าใจ ทั้งที่เป็นซีรี่ของปี 2010
 
ดูไปได้ 1 ตอน ก็ยังคงคิดว่าซีรี่ย์เรื่องนี้เป็นซีรี่ย์ก๊องแก๊ง
 
แต่พอเข้าตอน 2 เท่านั้น ก็รู้สึกว่าเรื่องมีอะไรให้ติดตามซะแล้ว
 
Master of study
 
เป็นเรื่องราวที่ทนายหนุ่มใหญ่คนหนึ่งเข้ามาจัดการคดีโรงเรียนจะถูกปิด
 
เพราะความไม่เอาไหนของคุณครูและนักเรียนในโรงเรียน
 
อยู่ๆทนายหนุ่มคัง ซ๊ก กู ก็เกิดแรงบรรดาลใจอยากให้โรงเรียนนี้ยังคงมีต่อไป
 
จึงมีข้อตกลงกับรองผอ.สาวสุดสวยว่าจะจัดตั้งชั้นเรียนพิเศษขึ้นเพื่อส่งไปเข้ามหาลัยชื่อดัง
 
ทนายคังยังได้คุณครูภาษาอังกฤษสาวสุดเจ๋อมาเป็นครูผู้ช่วยในคลาสพิเศษ
 
ซึ่งในคลาสพิเศษนี้เอง มีนักเรียนที่ทนายคังคัดเลือกและสมัครใจมาเองรวมทั้งสิ้น 5 คน
 
เด็กทั้ง 5 คนนี้ ล้วนขึ้นชื่อความเป็นนักเลงและไม่เอาถ่าน
 
ทั้งหมดได้คุณครูพิเศษ จากวิชาต่างๆมาสอนติวเข้มเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดัง อีก  4 ท่าน
 
แต่ละท่านล้วนมีบุคลิกและวิธีการสอนที่แตกต่างกันไป
 
ตั้งแต่โหดเหี้ยม มันฮา มาดขรึมนุ่มลึก เลิ่กๆลั่กๆ
 
ทนายคัง เหล่าคุณครู และนักเรียนทั้งห้าต้องต่อสู้กับอุปสรรค
 
จากคุณครูในโรงเรียนที่คัดค้านคลาสพิเศษนี้
 
และต่อสู้กับจิตใจของตัวเอง ในการเอาชนะอุปสรรคต่างๆ
 
ซีรี่ย์เรื่องนี้เหมาะกับนักเรียน นักศึกษาที่อยู่ในวัยกำลังเรียนเป็นอย่างยิ่ง
 
เมื่อดูแล้วทำให้เกิดพลังในการตั้งใจเรียนอย่างเต็มที่
 
"ไม่มีใครไม่ฉลาดหรอก....มีแต่ความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจเท่านั้น"
 
เรื่องนี้ยังพูดถึงบทบาทของครอบครัวที่เป็นส่วนสำคัญในความสำเร็จของลูก
 
ความรักของคนในครอบครัว ที่แม้อยู่ในสถานะอะไรก็ยังมีความรักให้กันเสมอ
 
การสอนให้ศิษย์เคารพครู...และการเป็นครูที่มีลูกศิษย์คิดถึงตลอดกาล
 
ความรักของเพื่อนที่เสียสละให้กันได้เมื่อยามลำบากที่สุด
 
สอนความเป็นธรรมชาติของชีวิตที่ไม่ได้จบสวยงามเหมือนละครหลายเรื่อง
 
เพราะชีวิตที่แท้จริงมีสุขบ้าง ทุกข์บ้างคละเคล้ากันไป
 
เรื่องนี้ยังแฝงด้วยเทคนิคการทำข้อสอบสอดแทรกอยู่ในเนื้อเรื่อง
 
ซึ่งเด็กที่อยู่ในชั้นเรียนนั้น น่าจะได้ประโยชน์บ้าง
 
 
 
คุ้มค่าแก่การดูแน่นอน!!!
 
คนที่มีความสู้ชีวิตอาจร้องไห้น้ำตาปูด
 
บางคนอาจอยากลุกขึ้นมาอ่านหนังสือ
 
หรือ บางคนอาจอยากไปเป็นคุณครูเลยก็ได้ ^ ^
 

edit @ 8 Jun 2011 22:29:19 by linching2

ขงจื๊อ

posted on 28 Sep 2010 19:23 by linching2
วันที่ 28 กันยาของทุกปี นักเรียนนักศึกษาจะเดินทางไปไหว้ศาลขงจื๊อ
ซึ่งเป็นเหมือนบุคคลผู้เป็นต้นแบบทางด้านการศึกษาของชาวจีน 
พูดถึง"ขงจื๊อ"แล้วก็คิดถึงอากง(คุณตา)ของชิงเอง
ครั้งยังมีชีวิตอยู่ไม่ได้สอนให้เชื่อเรื่องการไหว้เจ้า แต่จะสอนให้ยึดหลัก ขงจื้อมากกว่า
ขงจื้อ(孔子)(Confucius)(ไทยมีเรียกกันหลายชื่อ เช่น ขงฟู่จื่อ ขงจื่อ ขงชิว)
(ตามธรรมเนียม,28 กันยายน 551 ปีก่อน ค.ศ.- 479 ปีก่อน ค.ศ.)
ชื่อรอง จ้งหนี เป็นนักคิดและนักปรัชญาสังคมที่มีชื่อเสียงของจีน
คำสอนของขงจื๊อนั้น ฝังรากอิทธิพลลึกลงไปในสังคมเอเชียตะวันออกมาเป็นเวลาถึง 20 ศตวรรษ
หลักปรัชญาของขงจื๊อเน้นเกี่ยวกับศีลธรรมส่วนตัวและศีลธรรมในการปกครอง
ความถูกต้องเหมาะสมของความสัมพันธ์ในสังคมและความยุติธรรมและบริสุทธิ์ใจ
ก่อนสิ้นใจ ขงจื๊อได้ทิ้งท้ายข้อความไว้กับ ซื่อคง ไว้ว่า...
"ขุนเขาต้องพังทลาย ขื่อคานแข็งแรงปานใด สุดท้ายต้องพังลงมา
เหมือนเช่น บัณฑิตที่สุดท้ายต้องร่วงโรย"
 [[* ระวังสับสนกับ ลัทธิขงจื๊อ*]]
ประวัติของ"ขงจื๊อ" ... เมื่อขงจื๊อเกิดมาได้เพียง 3 ปี
บิดาที่มีร่างกายสูงใหญ่และแข็งแรง แต่ได้เสียชีวิตจากไป
ขงจื๊อในวัยเยาว์ชอบเล่นตั้งโต๊ะเซ่นไหว้ ชอบเลียนแบบท่าทางพิธีกรรมของผู้ใหญ่
เมื่ออายุได้ 15 ปี ฝักใฝ่การเล่าเรียน อายุ 19 ปี ได้แต่งงานกับแม่นางหยวนกวน
ในปีถัดมาได้ลูกชาย ให้ชื่อว่า คงลี้ อายุ 20 ขงจื๊อได้เป็น เสมียนยุ้งฉาง
และได้ใส่ใจความถูกต้องเนื่องจากทำงานกับตัวเลข
ต่อมาได้ทำหลายหน้าที่รวมทั้ง คนดูแลสัตว์ คนคุมงานก่อสร้าง
และในระหว่างที่ศึกษาพิธีกรรมจากรัฐโจว ได้โอกาสไปเยี่ยมเล่าจื๊อ
เล่าจื๊อ(老子) เชื่อกันว่าอาศัยอยู่ในช่วง 400 ปีก่อนคริสต์ศักราช
เป็นนักปราชญ์ที่เชี่ยวชาญทางเต๋า ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ดาราศาสตร์
"สมเจตนาในทุกสิ่ง โดยการหยุดนิ่ง" #เล่าจื๊อ
"อันชื่อเสียง ยศศักดิ์ ไม่จีรังยั่งยืน" #เล่าจื๊อ
ขงจื๊อมีความสัมพันธ์อันดีกับเสนาธิบดีของอ๋องจิง
ได้ฝากตัวเป็นพ่อบ้าน ได้มีการพูดคุยกับอ๋องในการวางแผนและหลักการปกครอง
แต่เนื่องจากโดนใส่ความจากที่ปรึกษาของรัฐ ขงจื๊อจึงเดินทางต่อไปรัฐอื่น
ภายหลังได้ฝากฝังตัวเองช่วยบ้านเมืองกับอ๋องติง
และได้รับการแต่งตั้งดินแดนส่วนกลางของลู่ เป็นเสนาธิบดีใหญ่
บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง อาชญากรลดลง คนมีคุณธรรมและเคารพผู้อาวุโส
ในระหว่างนั้น ได้มีการแบ่งแย่งดินแดน การแย่งชิงเมืองต่างๆ เกิดขึ้น
ขงจื๊อได้เดินทางจากเมืองไปสู่เมืองต่างๆ เรียนรู้หลักการปกครอง วัฒนธรรมท้องถิ่นแต่ละที่
ภายหลังได้ถูกหมายเอาชีวิตถูกขับไล่ให้ตกทุกข์ได้ยาก
และได้กลับมาสู่แคว้นลู่อีกครั้ง ขงจื๊อได้เริ่มรวบรวบพิธีกรรมโบราณ
บทเพลง ตำราโบราณ และลำดับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น
และได้สอนสั่งลูกศิษย์แถบแม่น้ำซูกับแม่น้ำสี ภายหลังขงจื๊อได้ล้มป่วยหนัก
และเจ็ดวันให้หลัง ได้อำลาโลก ตรงกับเดือนสี่ทางจันทรคติ
ในปีที่ 16 รัชสมัยอ๋องอี้ รวมอายุได้ 73 ปี
หลักความรู้ - ศาสตร์สี่แขนง ที่ขงจื๊อวางรากฐานไว้ ได้แก่
วัฒนธรรม ความประพฤติ ความจงรักภักดี และ ความซื่อสัตย์
โดยวัฒนธรรมเน้นถึงการเคารพบรรพบุรุษและพิธีการโบราณ
ยึดถือผู้อาวุโสเป็นหลัก แต่ไม่ยึดติดหรืออายที่จะหาความรู้จากคนที่ต่ำชั้นหรืออายุน้อยกว่า
8 หลักการพื้นฐานในการเรียนรู้ ได้แก่
สำรวจตรวจสอบ ขยายพรมแดนความรู้ จริงใจ แก้ไขดัดแปลงตน บ่มความรู้
ประพฤติตามกฎบ้านเมือง ประเทศต้องได้รับการดูแล นำความสงบสุขมาสู่โลก
ลำดับการเรียนรู้ของขงจื๊อ ได้แก่
พิธีกรรม ดนตรี ยิงธนู ขี่ม้า ประวัติศาสตร์ และ คณิตศาสตร์
คุณธรรมทั้งสามของขงจื๊อที่ได้จากการเรียนรู้ ได้แก่
ภูมิปัญญา เมตตากรุณา และความกล้าหาญ
4 ขั้นตอนหลักการสอนของขงจื๊อได้แก่
ตั้งจิตใจไว้บนมรรควิธี ตั้งตนในคุณธรรม อาศัยหลักเมตตาเกื้อกูล สร้างสรรค์ศิลปะใหม่
4 ลำดับการสอนของขงจื๊อ ได้แก่
คุณธรรมและความประพฤติ ภาษาและการพูดจา รัฐบาลและกิจการบ้านเมือง และสุดท้ายคือวรรณคดี
ชั่วชีวิตของขงจื๊อมีลูกศิษย์ทั้งสิ้นกว่าสามพันคน ในจำนวนนี้มีลูกศิษย์เอก 72 คน
และในจำนวนลูกศิษย์ที่โปรดปราน 72 คนนี้
คนที่ขงจื้อชมชอบและให้ความสำคัญที่สุดคือ"เอี๋ยนหุย"
เอี๋ยนหุยมีความเคารพนับถือขงจื้อมาก มุมานะและปฏิบัติตามคำสอนอย่างแข็งขัน
ทำสิ่งใดผิดพลาดก็พยายามแก้ไขโดยจะไม่กระทำผิดพลาดซ้ำเป็นครั้งที่ 2
เม่งจื๊อ ศิษย์ของขงจื๊อผู้เชื่อว่าโดยธรรมชาติแล้ว มนุษย์ทุกคนมีพื้นฐานเป็นคนดีมาแต่กำเนิด
แต่สิ่งแวดล้อมที่ไม่ดีต่างๆทำให้คนเราเปลี่ยนแปลงไป
ซุนจื๊อ ศิษย์ของขงจื๊อ ผู้เชื่อว่าตามธรรมชาติแล้วมนุษย์ชั่วร้าย
ซึ่งเกิดจากอารมณ์มีความต้องการอยากที่จะได้เพื่อจะขจัดความชั่วร้าย
มนุษย์จะต้องปฏิบัติตนอยู่ในกรอบแห่งข้อบังคับของสังคม
ความดีงามและการศึกษามีส่วนช่วยทำให้มนุษย์เป็นคนดีได้เช่นกัน
แนวคิดของเขาตรงกันข้ามกับเม่งจื๊อ โดยถ้าเปรียบเทียบเม่งจื๊อเป็นขาว ซุนจื๊อก็เป็นดำ
นอกจากนี้ซุนจื๊อยังปฏิเสธสิ่งที่เหลือเชื่อ ที่ไม่สามารถพิสูจน์ด้วยหลักเหตุและผล
จัดได้ว่าเขาเป็นผู้ยกย่องความเป็นเหตุเป็นผลด้วยผู้หนึ่ง
โจวเหวินฟะ รับบทสำคัญที่สุดในชีวิตเป็นนักปรัชญายิ่งใหญ่ของจีน"ขงจื๊อ"
ในภาพยนตร์ Confucius ฉลอง60ปีจีน(พ.ศ.2552) และขงจื๊อมีอายุ 2,560 ปี
คำสอนดีๆจากขงจื๊อมีอยู่มากมาย ได้แก่
*ถ้าคุณคิดจะเป็นใหญ่ คุณก็จะได้เป็นใหญ่ ...ถ้าคุณคิดอยากเป็นอะไร คุณก็จะได้เป็นสิ่งนั้น*
*เพราะแสวงหา มิใช่เพราะรอคอย..เพราะเชี่ยวชาญ มิใช่เพราะโอกาส..
เพราะสามารถ มิใช่เพราะโชคช่วย*
*ลิขิตฟ้า หรือจะสู้มานะตน* วาทะที่ทั้งโลกต้องหยุดฟัง หนึ่งมหาบุรุษผู้จุดปัญญาคนทั้งแผ่นดิน
*เมตตาธรรม คือ รักและเผื่อแผ่แก่ทุกๆ คน*
*ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว*
*ใจซื่อตรง ธนูย่อมตรง*
*ลูกผู้ชาย คำไหนคำนั้น*
*ไม้แก่ดัดยาก*
*จงเห็นบ้านเมืองสำคัญกว่าชีวิตเรา และอุปสรรคมากมาย
จงสำรวมใจให้เข้มแข็ง อะไรที่ทำอยู่ไม่ใช่เพียงระยะสั้นเท่านั้น*
*ไร้ประโยชน์ ก็อาจกลาย เป็นประโยชน์ได้*
*อ่อนแออยู่รอด อ่อนโยนดำรงอยู่ ไม่มีอะไรอ่อนกว่าน้ำ
แต่ไม่มีความเข้มแข็งใดทำลายน้ำได้ จงเป็นอย่างน้ำเถิด*
*คนรวยมอบของขวัญด้วยของ แต่ถ้าไม่มีสมอง มีก็แค่คำพูดเพียงเล็กน้อย* *
ถ้าเราไม่อาจเปลี่ยนโลก ถ้าเราไม่อาจเปลี่ยนสิ่งที่อยู่รอบตัวเราได้
เราก็ควรจะเปลี่ยนตัวเองจากข้างใน*
*เพราะศีลธรรมเสื่อมลง ต้องให้การศึกษา*
*หญิงงามนุ่มนวล ควรคู่บุรุษ กวีบทนี้ ความหมายคือ บุรุษชอบความงาม
แต่ดูความเหมาะสม ความรักที่แท้จริงนั้น ไม่มีความชั่วร้ายเจือปน*
*เรื่องที่ยากที่สุด คือการวัดคุณค่าลูกผู้ชาย ศิลธรรมในบุรุษเพศคือสิ่งที่สำคัญที่สุด
ผู้มีจริยะ ย่อมตายอย่างมีเกียรติ*
*นึกถึงเรื่องจริยะ ก่อนเรื่องตัณหาเลย*
*การมุทะลุหุนหันพลันแล่น เป็นสิ่งที่อันตรายมาก*
*ขุนนางก็แค่ใส่ชุดเป็นขุนนาง นิสัยสะท้อนถึงจิตใจ อย่าลืมเด็ดขาด
จงอย่าชายตาบอกหรื