ขงจื๊อ

posted on 28 Sep 2010 19:23 by linching2
วันที่ 28 กันยาของทุกปี นักเรียนนักศึกษาจะเดินทางไปไหว้ศาลขงจื๊อ
ซึ่งเป็นเหมือนบุคคลผู้เป็นต้นแบบทางด้านการศึกษาของชาวจีน 
พูดถึง"ขงจื๊อ"แล้วก็คิดถึงอากง(คุณตา)ของชิงเอง
ครั้งยังมีชีวิตอยู่ไม่ได้สอนให้เชื่อเรื่องการไหว้เจ้า แต่จะสอนให้ยึดหลัก ขงจื้อมากกว่า
ขงจื้อ(孔子)(Confucius)(ไทยมีเรียกกันหลายชื่อ เช่น ขงฟู่จื่อ ขงจื่อ ขงชิว)
(ตามธรรมเนียม,28 กันยายน 551 ปีก่อน ค.ศ.- 479 ปีก่อน ค.ศ.)
ชื่อรอง จ้งหนี เป็นนักคิดและนักปรัชญาสังคมที่มีชื่อเสียงของจีน
คำสอนของขงจื๊อนั้น ฝังรากอิทธิพลลึกลงไปในสังคมเอเชียตะวันออกมาเป็นเวลาถึง 20 ศตวรรษ
หลักปรัชญาของขงจื๊อเน้นเกี่ยวกับศีลธรรมส่วนตัวและศีลธรรมในการปกครอง
ความถูกต้องเหมาะสมของความสัมพันธ์ในสังคมและความยุติธรรมและบริสุทธิ์ใจ
ก่อนสิ้นใจ ขงจื๊อได้ทิ้งท้ายข้อความไว้กับ ซื่อคง ไว้ว่า...
"ขุนเขาต้องพังทลาย ขื่อคานแข็งแรงปานใด สุดท้ายต้องพังลงมา
เหมือนเช่น บัณฑิตที่สุดท้ายต้องร่วงโรย"
 [[* ระวังสับสนกับ ลัทธิขงจื๊อ*]]
ประวัติของ"ขงจื๊อ" ... เมื่อขงจื๊อเกิดมาได้เพียง 3 ปี
บิดาที่มีร่างกายสูงใหญ่และแข็งแรง แต่ได้เสียชีวิตจากไป
ขงจื๊อในวัยเยาว์ชอบเล่นตั้งโต๊ะเซ่นไหว้ ชอบเลียนแบบท่าทางพิธีกรรมของผู้ใหญ่
เมื่ออายุได้ 15 ปี ฝักใฝ่การเล่าเรียน อายุ 19 ปี ได้แต่งงานกับแม่นางหยวนกวน
ในปีถัดมาได้ลูกชาย ให้ชื่อว่า คงลี้ อายุ 20 ขงจื๊อได้เป็น เสมียนยุ้งฉาง
และได้ใส่ใจความถูกต้องเนื่องจากทำงานกับตัวเลข
ต่อมาได้ทำหลายหน้าที่รวมทั้ง คนดูแลสัตว์ คนคุมงานก่อสร้าง
และในระหว่างที่ศึกษาพิธีกรรมจากรัฐโจว ได้โอกาสไปเยี่ยมเล่าจื๊อ
เล่าจื๊อ(老子) เชื่อกันว่าอาศัยอยู่ในช่วง 400 ปีก่อนคริสต์ศักราช
เป็นนักปราชญ์ที่เชี่ยวชาญทางเต๋า ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ดาราศาสตร์
"สมเจตนาในทุกสิ่ง โดยการหยุดนิ่ง" #เล่าจื๊อ
"อันชื่อเสียง ยศศักดิ์ ไม่จีรังยั่งยืน" #เล่าจื๊อ
ขงจื๊อมีความสัมพันธ์อันดีกับเสนาธิบดีของอ๋องจิง
ได้ฝากตัวเป็นพ่อบ้าน ได้มีการพูดคุยกับอ๋องในการวางแผนและหลักการปกครอง
แต่เนื่องจากโดนใส่ความจากที่ปรึกษาของรัฐ ขงจื๊อจึงเดินทางต่อไปรัฐอื่น
ภายหลังได้ฝากฝังตัวเองช่วยบ้านเมืองกับอ๋องติง
และได้รับการแต่งตั้งดินแดนส่วนกลางของลู่ เป็นเสนาธิบดีใหญ่
บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง อาชญากรลดลง คนมีคุณธรรมและเคารพผู้อาวุโส
ในระหว่างนั้น ได้มีการแบ่งแย่งดินแดน การแย่งชิงเมืองต่างๆ เกิดขึ้น
ขงจื๊อได้เดินทางจากเมืองไปสู่เมืองต่างๆ เรียนรู้หลักการปกครอง วัฒนธรรมท้องถิ่นแต่ละที่
ภายหลังได้ถูกหมายเอาชีวิตถูกขับไล่ให้ตกทุกข์ได้ยาก
และได้กลับมาสู่แคว้นลู่อีกครั้ง ขงจื๊อได้เริ่มรวบรวบพิธีกรรมโบราณ
บทเพลง ตำราโบราณ และลำดับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น
และได้สอนสั่งลูกศิษย์แถบแม่น้ำซูกับแม่น้ำสี ภายหลังขงจื๊อได้ล้มป่วยหนัก
และเจ็ดวันให้หลัง ได้อำลาโลก ตรงกับเดือนสี่ทางจันทรคติ
ในปีที่ 16 รัชสมัยอ๋องอี้ รวมอายุได้ 73 ปี
หลักความรู้ - ศาสตร์สี่แขนง ที่ขงจื๊อวางรากฐานไว้ ได้แก่
วัฒนธรรม ความประพฤติ ความจงรักภักดี และ ความซื่อสัตย์
โดยวัฒนธรรมเน้นถึงการเคารพบรรพบุรุษและพิธีการโบราณ
ยึดถือผู้อาวุโสเป็นหลัก แต่ไม่ยึดติดหรืออายที่จะหาความรู้จากคนที่ต่ำชั้นหรืออายุน้อยกว่า
8 หลักการพื้นฐานในการเรียนรู้ ได้แก่
สำรวจตรวจสอบ ขยายพรมแดนความรู้ จริงใจ แก้ไขดัดแปลงตน บ่มความรู้
ประพฤติตามกฎบ้านเมือง ประเทศต้องได้รับการดูแล นำความสงบสุขมาสู่โลก
ลำดับการเรียนรู้ของขงจื๊อ ได้แก่
พิธีกรรม ดนตรี ยิงธนู ขี่ม้า ประวัติศาสตร์ และ คณิตศาสตร์
คุณธรรมทั้งสามของขงจื๊อที่ได้จากการเรียนรู้ ได้แก่
ภูมิปัญญา เมตตากรุณา และความกล้าหาญ
4 ขั้นตอนหลักการสอนของขงจื๊อได้แก่
ตั้งจิตใจไว้บนมรรควิธี ตั้งตนในคุณธรรม อาศัยหลักเมตตาเกื้อกูล สร้างสรรค์ศิลปะใหม่
4 ลำดับการสอนของขงจื๊อ ได้แก่
คุณธรรมและความประพฤติ ภาษาและการพูดจา รัฐบาลและกิจการบ้านเมือง และสุดท้ายคือวรรณคดี
ชั่วชีวิตของขงจื๊อมีลูกศิษย์ทั้งสิ้นกว่าสามพันคน ในจำนวนนี้มีลูกศิษย์เอก 72 คน
และในจำนวนลูกศิษย์ที่โปรดปราน 72 คนนี้
คนที่ขงจื้อชมชอบและให้ความสำคัญที่สุดคือ"เอี๋ยนหุย"
เอี๋ยนหุยมีความเคารพนับถือขงจื้อมาก มุมานะและปฏิบัติตามคำสอนอย่างแข็งขัน
ทำสิ่งใดผิดพลาดก็พยายามแก้ไขโดยจะไม่กระทำผิดพลาดซ้ำเป็นครั้งที่ 2
เม่งจื๊อ ศิษย์ของขงจื๊อผู้เชื่อว่าโดยธรรมชาติแล้ว มนุษย์ทุกคนมีพื้นฐานเป็นคนดีมาแต่กำเนิด
แต่สิ่งแวดล้อมที่ไม่ดีต่างๆทำให้คนเราเปลี่ยนแปลงไป
ซุนจื๊อ ศิษย์ของขงจื๊อ ผู้เชื่อว่าตามธรรมชาติแล้วมนุษย์ชั่วร้าย
ซึ่งเกิดจากอารมณ์มีความต้องการอยากที่จะได้เพื่อจะขจัดความชั่วร้าย
มนุษย์จะต้องปฏิบัติตนอยู่ในกรอบแห่งข้อบังคับของสังคม
ความดีงามและการศึกษามีส่วนช่วยทำให้มนุษย์เป็นคนดีได้เช่นกัน
แนวคิดของเขาตรงกันข้ามกับเม่งจื๊อ โดยถ้าเปรียบเทียบเม่งจื๊อเป็นขาว ซุนจื๊อก็เป็นดำ
นอกจากนี้ซุนจื๊อยังปฏิเสธสิ่งที่เหลือเชื่อ ที่ไม่สามารถพิสูจน์ด้วยหลักเหตุและผล
จัดได้ว่าเขาเป็นผู้ยกย่องความเป็นเหตุเป็นผลด้วยผู้หนึ่ง
โจวเหวินฟะ รับบทสำคัญที่สุดในชีวิตเป็นนักปรัชญายิ่งใหญ่ของจีน"ขงจื๊อ"
ในภาพยนตร์ Confucius ฉลอง60ปีจีน(พ.ศ.2552) และขงจื๊อมีอายุ 2,560 ปี
คำสอนดีๆจากขงจื๊อมีอยู่มากมาย ได้แก่
*ถ้าคุณคิดจะเป็นใหญ่ คุณก็จะได้เป็นใหญ่ ...ถ้าคุณคิดอยากเป็นอะไร คุณก็จะได้เป็นสิ่งนั้น*
*เพราะแสวงหา มิใช่เพราะรอคอย..เพราะเชี่ยวชาญ มิใช่เพราะโอกาส..
เพราะสามารถ มิใช่เพราะโชคช่วย*
*ลิขิตฟ้า หรือจะสู้มานะตน* วาทะที่ทั้งโลกต้องหยุดฟัง หนึ่งมหาบุรุษผู้จุดปัญญาคนทั้งแผ่นดิน
*เมตตาธรรม คือ รักและเผื่อแผ่แก่ทุกๆ คน*
*ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว*
*ใจซื่อตรง ธนูย่อมตรง*
*ลูกผู้ชาย คำไหนคำนั้น*
*ไม้แก่ดัดยาก*
*จงเห็นบ้านเมืองสำคัญกว่าชีวิตเรา และอุปสรรคมากมาย
จงสำรวมใจให้เข้มแข็ง อะไรที่ทำอยู่ไม่ใช่เพียงระยะสั้นเท่านั้น*
*ไร้ประโยชน์ ก็อาจกลาย เป็นประโยชน์ได้*
*อ่อนแออยู่รอด อ่อนโยนดำรงอยู่ ไม่มีอะไรอ่อนกว่าน้ำ
แต่ไม่มีความเข้มแข็งใดทำลายน้ำได้ จงเป็นอย่างน้ำเถิด*
*คนรวยมอบของขวัญด้วยของ แต่ถ้าไม่มีสมอง มีก็แค่คำพูดเพียงเล็กน้อย* *
ถ้าเราไม่อาจเปลี่ยนโลก ถ้าเราไม่อาจเปลี่ยนสิ่งที่อยู่รอบตัวเราได้
เราก็ควรจะเปลี่ยนตัวเองจากข้างใน*
*เพราะศีลธรรมเสื่อมลง ต้องให้การศึกษา*
*หญิงงามนุ่มนวล ควรคู่บุรุษ กวีบทนี้ ความหมายคือ บุรุษชอบความงาม
แต่ดูความเหมาะสม ความรักที่แท้จริงนั้น ไม่มีความชั่วร้ายเจือปน*
*เรื่องที่ยากที่สุด คือการวัดคุณค่าลูกผู้ชาย ศิลธรรมในบุรุษเพศคือสิ่งที่สำคัญที่สุด
ผู้มีจริยะ ย่อมตายอย่างมีเกียรติ*
*นึกถึงเรื่องจริยะ ก่อนเรื่องตัณหาเลย*
*การมุทะลุหุนหันพลันแล่น เป็นสิ่งที่อันตรายมาก*
*ขุนนางก็แค่ใส่ชุดเป็นขุนนาง นิสัยสะท้อนถึงจิตใจ อย่าลืมเด็ดขาด
จงอย่าชายตาบอกหรือฟังหรือพูดหรือทำสิ่งใดที่ผิด*
*คิดทำการใหญ่ อย่าสนใจเรื่องเล็กน้อย*
*ตาสามารถมองเห็นสิ่งที่ไกลได้ แต่ไม่สามารถ มองเห็นคิ้วของตน*
*คนส่วนใหญ่ใส่ใจกับผลได้ระยะสั้นเท่านั้น แต่คนฉลาดอย่างแท้จริงจะมองไปยังอนาคต*
*ไม่ต้องเป็นห่วงคนอื่นที่ไม่เข้าใจเรา แต่ต้องเป็นห่วงว่าเรา ไม่เข้าใจคนอื่น*
*การที่ยอมรับว่าไม่รู้นั้น ก็คือความที่รู้แล้ว*
*บัณฑิตคิดถึงว่า ทำอย่างไรจะเพิ่มพูนคุณธรรมของตนได้*
*คนพาลคิดถึงว่า ทำอย่างไรจึงจะเห็นความเป็นอยู่ของตนสะดวกสบายขึ้น
โดยไม่คำนึงถึงคุณธรรม*
*บัณฑิตรู้เฉพาะเรื่องที่ชอบด้วยคุณธรรม คนพาลรู้เฉพาะเรื่องที่ได้ผลกำไร
โดยไม่คำนึงถึงคุณธรรม*
*ผู้มีคุณธรรมย่อมไม่ถูกทอดทิ้งโดยโดดเดี่ยว และจะต้องมีเพื่อนบ้านมาคบหา*
*ไม่คิดถึงความชั่วของคนอื่นในอดีตกาล จึงมีคนโกรธท่านน้อย*
*จงเป็นนักศึกษาในแบบบัณฑิต อย่าเป็นนักศึกษาในแบบคนพาล*
*บัณฑิตย่อมมีจิตใจกว้างขวางราบรื่น*
*คนพาลย่อมมีความกลัดกลุ้มอยู่ตลอดเวลา*
*ยังปรนนิบัติคนที่มีชีวิตไม่เป็น จะปรนนิบัติเซ่นไหว้เทพเจ้ากับผีได้อย่างไรเล่า*
*ต่างตักเตือนให้กำลังใจกันและกัน อยู่กันด้วยความสามัคคี*
*ในระหว่างเป็นเพื่อนกันต้องตักเตือนให้กำลังใจกันและกัน ในระหว่างพี่น้องต้องสามัคคีกัน*
*เมื่อรักเขาจะไม่ให้กำลังใจเขาได้หรือ เมื่อซื่อสัตย์ต่อเขา จะไม่ตักเตือนสั่งสอนเขาได้หรือ*
*ปราชญ์ย่อมหลีกเลี่ยงสังคมที่เลวร้าย สถานที่เลวร้าย มารยาทที่เลวร้าย และวาจาที่เลวร้าย*
*ตำหนิตนเองให้มาก ตำหนิผู้อื่นให้น้อย ก็จะไม่มีใครโกรธแค้น*
*บัณฑิตขอร้องกับตนเอง ส่วนคนพาลนั้นจะขอร้องกับผู้อื่น*
*บัณฑิตมีความภาคภูมิใจในตนเอง โดยไม่แย่งชิงความภาคภูมิใจของคนอื่น
บัณฑิตมีความสามัคคี แต่ไม่เล่นพวกกัน*
*พูดไพเราะตลบแตลง ทำให้สูญเสียคุณธรรม*
*เรื่องเล็กไม่อดกลั้นไว้ จะทำให้แผนเรื่องใหญ่เสีย*
*ทุกคนเกลียดก็ต้องพิจารณา ทุกคนรักก็ต้องพิจารณา*
*เพื่อนที่ซื่อตรง เพื่อนที่มีความชอบธรรม เพื่อนที่มีความรู้ ทั้ง 3 ประเภทนี้มีประโยชน์แก่เรา*
*เพื่อนที่ประจบสอพลอ เพื่อนที่ทำอ่อนน้อมเอาใจ
เพื่อนที่ชอบเถียงโดยไม่มีความรู้ ทั้ง 3 ประการนี้เป็นภัยแก่เรา*
*อ่านหนังสือโดยไม่ค้นคิด การอ่านจะไม่ได้อะไร
ค้นคิดโดยไม่ได้อ่านหนังสือ การค้นคิดจะเปล่าประโยชน์*
*ทบทวนเรื่องเก่า และรู้เรื่องใหม่ขึ้นมาอีก ก็จะเป็นครูได้*
*นักศึกษาสมัยก่อน ศึกษาเพื่อให้ตนมีความสำเร็จในการศึกษา
นักศึกษาในปัจจุบัน ศึกษาเพื่อให้คนอื่นรู้ว่าตนเองมีการศึกษา*
*ชอบเอาสองคนมาเทียบกันว่าใครดีกว่าใคร เธอเองเก่งพอแล้วหรือ
สำหรับเราไม่มีเวลาว่างมาทำเช่นนั้น*
*ผู้ที่มีเมตตาธรรมเท่านั้น จึงจะสามารถรักคนด้วยความจริงใจ
และจึงสามารถเกลียดคนด้วยความจริงใจ*
*ผู้มีปัญญาชื่นชมน้ำเป็นผู้ขยัน ผู้มีความสุข..
ผู้มีเมตตาชื่นชมภูเขาเป็นผู้รักสงบ เป็นผู้มีอายุยืน*
*เลี้ยงดูพ่อแม่ให้มีชีวิตอยู่ได้เท่านั้นนะหรือ ถ้าเช่นนั้น
หมากับม้าก็ได้รับการเลี้ยงดูให้มีชีวิตอยู่เช่นกัน*
*สิ่งที่แข็งที่สุด เอาชนะได้ด้วยสิ่งที่อ่อนที่สุด*
*เมื่อประตูบานหนึ่งปิด อีกบานหนึ่งก็เปิด
แต่บ่อยครั้งที่เรามัวแต่จ้องประตูบานที่ปิด จนไม่ทันเห็นว่ามีอีกบานที่เปิดอยู่*
*อย่ามัวค้นหาความผิดพลาด จงมองหาหนทางแก้ไข*
*อารมณ์ขันเป็นสิ่งยอดเยี่ยมที่สุดที่ช่วยรักษาสิ่งอื่นได้...
...เพราะทันทีที่เกิดอารมณ์ขัน ความรำคาญและความขุ่นข้องหมองใจจะมลายไปกลับกลาย
เป็นความเบิกบานแจ่มใสของจิตใจเข้ามาแทนที่*
*อย่ากลัวที่จะนั่งหยุดพักเพื่อคิด*
*1 นาทีที่คุณโกรธเท่ากับคุณได้สูญเสีย 60 วินาทีแห่งความสงบในจิตใจไปแล้ว*
*หนทางเดียวที่จะรักษาภาพพจน์ได้คือการซื่อสัตย์ตลอดเวลา*
*ผู้ชนะไม่เคยลาออก และผู้ลาออกก็ไม่เคยชนะ*
*ออกซิเจนสำคัญต่อปอดเช่นไร ความหวังก็เป็นเช่นนั้นต่อความหมายของชีวิต*
*การมีชีวิตอยู่นานเท่าใดมิใช่สิ่งสำคัญ สิ่งสำคัญก็คือ มีชีวิตอยู่อย่างไร*
*เราเข้าใจชีวิตเมื่อมองย้อนหลังเท่านั้น แต่เราต้องดำเนินชีวิตไปข้างหน้า*
*ไม่มีสิ่งใดช่วยให้ได้เปรียบคนอื่นมากเท่ากับ การควบคุมอารมณ์ให้สงบนิ่งอยู่ตลอดเวลาในทุกสถานการณ์*
*ความอดทนคือเพื่อนสนิทของสติปัญญา*
*พรสวรรค์ยิ่งใหญ่ของมนุษย์ คือ การที่เราสามารถเอาใจเขามาใส่ใจเราได้*
*ในธรรมชาติไม่มีสิ่งใดดีพร้อม แต่ทุกอย่างก็สมบูรณ์แบบในตัวเอง
ต้นไม้อาจบิดเบี้ยวโค้งงออย่างประหลาด แต่ก็ยังคงความงดงาม*
*มักพูดกันว่ากาลเวลาเปลี่ยนทุกสิ่ง แต่จริงๆแล้ว คุณต้องเปลี่ยนทุกสิ่งด้วยตนเอง*
*เมื่อยากจนก็ยังชื่นชมในคุณธรรม เมื่อมั่งมีก็ยังชื่นชมในมารยาทจริยธรรม*
*การศึกษาค้นคว้า ถ้าเอนเอียงไปสุดสาย ไม่ว่าข้างใดข้างหนึ่ง ก็มีแต่ผลเสียเท่านั้น*
*ความผิดอันเนื่องมาจากการประหยัดนั้น มีน้อยเหลือเกิน*
*ตั้งใจมุ่งมั่นอยู่กับคุณธรรม ยึดมั่นในคุณธรรมไม่ละทิ้งความเมตตาธรรม ท่องเที่ยวไปในศิลปะวิชาการ*
*สุรุ่ยสุร่ายเกินไปก็จะอวดหยิ่ง ประหยัดเกินไปก็จะเป็นคนคับแคบ
แต่เป็นคนอวดหยิ่งสู้เป็นคนคับแคบดีกว่า* *อ่อนน้อมแต่ไม่มีจริยธรรม
จะกลายเป็นเรื่องเหนื่อยเปล่า ระมัดระวังแต่ไม่มีจริยธรรม จะเป็นความขลาดกลัว*
*กล้าหาญแต่ไม่มีจริยธรรม จะกลายเป็นก่อการร้าย ซื่อตรงแต่ไม่มีจริยธรรม จะเป็นภัยแก่คนอื่น*
*ผู้ที่ไม่มีการไตร่ตรองให้ยาว ในอนาคตไกลจะต้องมีภัยที่เกิดขึ้นอย่างกระทันหัน*
*รวมอยู่กันเป็นหมู่ ตลอดวันไม่เคยพูดถึงธรรมที่ชอบ
ทำตนเป็นคนฉลาดในเรื่องเล็กๆน้อย ต่อไปเห็นจะลำบาก*
*บัณฑิตมีความกลัวอยู่ 3 ประการ
กลัวประกาศิตของสวรรค์ กลัวผู้มีอำนาจ กลัวคำพูดของอริยบุคคล*
*นิสัยคนมีความเหมือนกัน แต่การศึกษาทำให้แตกต่างกัน*
*เฉพาะคนที่มีปัญญาสูง กับคนที่โง่มากเท่านั้น ที่ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงเขาได้*
*รักความเมตตาแต่ไม่มีการศึกษาเสียอยู่ที่ถูกหลอกลวงง่าย
รักความรู้แต่ไม่มีการศึกษาเสียอยู่ที่ความรู้นั้นกระจัดกระจายไม่มีฐานที่ตั้ง*
*รักความซื่อสัตย์แต่ไม่มีการศึกษาเสียอยู่ที่เป็นภัยแก่ตนโดยง่าย...
 ...รักพูดตรงความจริงแต่ไม่มีการศึกษา เสียอยู่ที่การพูดจะเป็นการทำร้ายผู้อื่นได้โดยง่าย*
*รักความกล้าหาญแต่ไม่มีการศึกษา เสียอยู่ที่ก่อความไม่สงบได้ง่าย
รักความเข้มแข็งแต่ไม่มีการศึกษา เสียอยู่ที่เป็นคนมุทะลุได้ง่าย*
*อ่านหนังสือโดยไม่ค้นคิด การอ่านจะไม่ได้อะไร
ค้นคิดโดยไม่ได้อ่านหนังสือ การค้นคิดจะเปล่าประโยชน์*
*ทบทวนเรื่องเก่าและรู้เรื่องใหม่ขึ้นมาอีก ก็จะเป็นครูได้*
*แสร้งพูดไพเราะ แสดงความน่ารัก เพื่อให้ถูกใจคน
คนประเภทนี้น้อยนักที่จะเป็นคนมีเมตตาธรรม*
*ผู้ที่มีเมตตาธรรมเท่านั้น เวลาพูด เขาพูดอย่างเชื่องช้า
ไม่พูดเชื่องช้าได้หรือ เพราะเมื่อพูดไปแล้ว ต้องทำตามที่พูดด้วยความลำบาก*
*ผู้ที่มีความเข้มแข็ง กล้าหาญ ซื่อสัตย์ พูดช้าก็ใกล้กับความมีเมตตาธรรมแล้ว*
*ผู้มีคุณธรรมต้องมีคำพูดที่ดี แต่ผู้มีคำพูดที่ดี ไม่ต้องใช่เป็นคนที่มีคุณธรรมเสมอไป*
*ผู้มีเมตตาธรรมต้องเป็นผู้ที่กล้าหาญ แต่ผู้กล้าหาญไม่ใช่ต้องเป็นคนที่มีเมตตาธรรมเสมอไป*
คำสอนของ"ขงจื๊อ"นั้นมีอีกมากมาย ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งดีงาม
และคงไว้ซึ่งคุณธรรม เมตตาธรรม ซื่อสัตย์ ความกล้าหาญ .....
หากยึดคำสอนของขงจื๊อเพียงเสี้ยวหนึ่ง ก็จะทำให้ได้หลักในการดำรงชีวิตมากยิ่งขึ้น

edit @ 28 Sep 2010 20:12:00 by linching2

Comment

Comment:

Tweet

very nice article i love it

#38 By literature review (202.69.56.84) on 2011-04-20 16:18

เห็นชื่อ...นึกว่า หลิน ปิง confused smile confused smile confused smile

ลมหายใจของคนมันมันเร่งมากและเร็วกว่าพูดน่ะครับ
ยอดคนในบรรพกาลก่อน Back to Future มาอีกทีคงช๊อคตายกับ "วิถีแห่งมนุษย์" ในปัจจุบัน ^ ^

#37 By Ruj Rattanapahu on 2011-01-23 18:38

อ่านแล้วชอบจัง คุณชิงได้เกิดมากับครอบครัวที่เพาะบ่มคำสอนที่ถูกต้อง

#36 By สู่แดนธรรม FMTV (124.120.13.10) on 2011-01-13 13:05

มีโอกาสได้ดูหนังเรื่องขงจื๊อที่โจวเหวินฟะเล่น ทำให้มองภาพออกว่าขงจื๊อต้องลำบากเกือบตลอดชีวิต ถ้าไม่มีความมานะ อดทนอดกลั้นก็คงอยู่ไม่ได้ ส่วนตัวชอบเรื่องเมตตาธรรมครับ 2 ประโยคนี้ชอบเป็นพิเศษ

"ผู้ที่มีเมตตาธรรมเท่านั้น จึงจะสามารถรักคนด้วยความจริงใจ และจึงสามารถเกลียดคนด้วยความจริงใจ"

"แสร้งพูดไพเราะ แสดงความน่ารัก เพื่อให้ถูกใจคน
คนประเภทนี้น้อยนักที่จะเป็นคนมีเมตตาธรรม"

#13 By jakrapong (124.157.253.216) on 2010-10-05 22:31

แวะมาขอบคุณอีกที

อ่านข้อคิดแบบนี้แล้ววันแย่ๆ ก็ดูจะมีความหวังขึ้น big smile

#1 By @jsinth (110.168.100.5) on 2010-09-29 11:53