Marketing

หนังรักปนตลกค่าย GTH ที่ทำรายได้สูงสุดในรอบปีถึง 139 ล้านบาท

 
(ข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2552) ได้รับการกล่าวขวัญว่าใช้หลักการตลาดได้อย่างดีเยี่ยม

 
เริ่มจากชื่อเรื่อง ที่มีความสะดุดหู ใช้การตลาดแบบParody (ล้อเลียน)

Plot เรื่องเกี่ยวกับรถไฟฟ้า ซึ่งในปีนี้เป็นการฉลองครบรอบ 10 ปีของรถไฟฟ้าพอดี
 
หนังเรื่องนี้เจาะกลุ่มเป้าหมายคนในตัวเมือง
 
โดยเน้นผู้ที่โดยสารรถไฟฟ้า โดยเฉพาะกลุ่มสาวโสดวัยทำงาน
 
การแคสติ้งนักแสดงมีการเลือกนางเอกที่มีลักษณะธรรมดาคล้ายกับกลุ่มเป้าหมาย
 
และพระเอกซึ่งทางผู้ผลิตมีการสำรวจตลาดว่า
 
ขณะนี้เคน ธีรเดชมีภาพลักษณ์ของความเป็นเจ้าชายในฝัน
 
มีความเป็นFamily Man เป็น Top of Mind พระเอกของกลุ่มเป้าหมาย
 
ถือว่าเป็นเครื่องมือการตลาดเพื่อเอาใจคนดูด้วยTarget ที่ชัดเจน
 
นอกจากผู้หญิงที่โสดจะเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักแล้ว ยังมีลักษณะของGirl Power
 
คือผู้หญิงที่มีแฟนแล้วก็จะชวนแฟนไปดูด้วยเพราะมีนักแสดงที่น่าดึงดูด

 

GTH มีการทำการตลาดก่อนที่หนังจะเข้าโรงก่อนเป็นเดือน

 เช่น การให้Siam Inter Comic ทำการ์ตูนเรื่องBTSเล่มเดียวจบยิงออกมาก่อน
 
เป็นการกระจายกลุ่มเป้าหมายไปสู่วัยรุ่นมากขึ้น มีTrailer
 
ที่มีการตัดต่อตัวอย่างหนังได้น่าดูเปิดตัวทั้งในเว็บไซต์และลงในYoutube
 
วันแรกก็มีคนดู 5 แสนกว่า Views แล้ว
 
และยิ่งมีคนเข้าไปตั้งกระทู้ในเว็บไซต์Pantip กระแสความแรงยิ่งมากขึ้น
 
ช่วงก่อนการฉาย หนังเรื่องนี้ได้เข้าไปแทรกซึมในสื่อต่างๆ ทั้งวิทยุและโทรทัศน์ มีการยิงทีเซอร์
 
เพลงประกอบหนังที่ปลุกกระแสเพลงเก่าเอาใจคอเพลงรุ่นใหญ่
 
ที่สื่อความหมายโดยตรงกับเนื้อเรื่อง
 
การให้ดีเจ วีเจพูดถึงบ่อยๆ มีโฆษณาPRในหน้าจอที่สถานีรถไฟฟ้า
 
และภายในรถไฟฟ้าถี่ๆ มีBillboard หรือโปสเตอร์หนัง
 
ที่มีKey Message ที่โดนใจ
 
เช่น 15 ตุลานี้ เลิกเหงาเลิกโสด ทุกโรงภาพยนตร์” “ผู้ชายคนนี้...พี่ขอ
 
เป็นการสะท้อนตัวตนของกลุ่มเป้าหมาย
 
Message ที่ใช้ในการโปรโมท ไม่ใช่เป็นแค่การสื่อสารกับใครไม่รู้
 
แต่เป็นMessage ที่พูดออกมาแล้ว คนฟังรู้สึกเหมือนหนังกำลังพูดกับตัวเอง
 
การตัดต่อ Wording โดนๆในTrailer
 
ออกแบบ Quote ให้คนจำได้ และบอกต่อ
 
เช่น ไหนแม่บอกว่าเป็นผู้หญิงไม่ให้จีบผู้ชายก่อนไง
 
ฉันเหงา ฉันกินข้าวมาสองเดือนแล้วนะ
 
หรือประโยคภาษาจีนที่คนเล่นเป็นบทอาม่าพูด
 
เป็นการสร้าง Viral Marketing ได้ดี
 
ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็จะได้ยินคนพูดประโยคเหล่านี้จนกลายเป็นคำพูดติดปาก
 
การทำการตลาดบน Social Network ทั้ง E-mail Facebook Twitter
 
อย่างต่อเนื่อง เช่น มีการสร้าง Quiz ในFacebook ว่าคุณเป็นใครในเรื่อง
 
มีการโปรโมทผ่านการแจกบัตรลด 40 บาท สำหรับคนที่เติมเงินบัตรลดไฟฟ้า
 
ซึ่งBTS ได้ร่วมกับGTH มอบสิทธิพิเศษแจกฟรีบัตรชมภาพยนตร์ 1000 คู่
 
สำหรับคนที่มีบัตรสมาชิกนู๋ด่วนพลัส ชมภาพยนตร์รอบพิเศษก่อนหนังฉายจริง 2 วัน
 
มีผลทำให้คนไปดูพูดกันแบบปากต่อปาก จนเป็น Top of the town
 
คนที่ใช้โทรศัพท์เครือข่าย GSM ยังได้ส่วนลดที่นั่งอีก 60 บาท
 
มีการเปิดขายบัตรรอบพิเศษโดยรายได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายยังมอบให้มูลนิธิสายธารแห่งความหวัง
 
“Wishing Well” ต่อเติมความฝันของเด็กซึ่งเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย
 
เป็นหลักการตลาดที่แสดงให้เห็นว่าทางค่ายหนังมีการทำดีเพื่อสังคม
 
สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับทางค่าย

 

หนังเรื่องนี้ใช้การเปิดตัวที่Siam Discovery

 
โดยให้เหล่านักแสดง ออกมาจากรถไฟฟ้าจริงๆ ซึ่งหนังได้รับความนิยมเต็มทุกรอบ

บางโรงเต็มถึงแถวหน้าสุด ถึงขนาดต้องปรับรอบฉายกันใหม่
 
BTSเองก็มีผู้โดยสารหน้าใหม่ที่ปกติอาจจะขับรถหรือโดยสารมาทางอื่น
 
อยากเกาะกระแสความดังของหนังเปลี่ยนมาโดยสารBTS เพื่อจะมาดูหนังเรื่องนี้มากขึ้น

 

หลังจากนั้นทางGTH ยังมีการจัดกิจกรรมบนสังคมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง

 
ไม่ว่าจะเป็นการตามหาคนหน้าเหมือนลุง(เคน) การประกวดมิสเหมยลี่ 2009

จัดกิจกรรมตามหาแฟนพันธ์แท้ กิจกรรมตามรอยโรงจอดรถไฟฟ้า กิจกรรมแรลลี่รถไฟฟ้า
 
โดยกิจกรรมเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นการให้ส่งรูปหรือข้อความเด็ดๆไป
 
โดยมีการทำCut outเป็นรูปพระเอกและนางเอกวางอยู่หน้าโรงหนัง
 
ตามห้างสรรพสินค้าหรือบนสถานีรถไฟฟ้า ให้คนไปถ่ายรูปด้วย

 

ทางสปอนเซอร์ ก็จัดโปรโมชั่นต่างๆ เช่น ฝามาม่าคัพ

ใช้เป็นส่วนลด 40 บาท(ทุก 2 ที่นั่ง)
 
คนที่ไปดูหนังเรื่องนี้และได้อ่านReveiwหนังเกี่ยวกับการต้มมาม่า
 
ทำให้หลายคนคิดจะรับประทานมาม่ากันในช่วงเวลานั้น
 
และยังมีสปอนเซอร์อื่นๆ เช่น แว่นRayban ร้านLoftค้ก Ms.Sasa
 
รถจักรยานยนต์Honda นิตยสารCleo บ ัตร The 1Card
 
ที่จัดกิจกรรมและโปรโมชั่นสำหรับผู้ที่ดูหนังเรื่องนี้อีกด้วย
 
ทางโรงภาพยนตร์เองก็มีการจัดกิจกรรมบินลัดฟ้าสู่นอร์เวย์

 

ความแรงของหนังเรื่องนี้ สร้างกระแสให้คนอยากไปท้องฟ้าจำลองกันอีกครั้ง

โดยสามารถนำหางตั๋วที่ชมภาพยนตร์ไปแลกชมภาพยนตร์ทางดาราศาสตร์ฟรี

และมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ดูหนังแล้วอยากมาดูของจริง

ก็ได้ไปท้องฟ้าจำลองอีกจำนวนมาก

จากหลักการตลาดที่มากมายของหนังเรื่องนี้

ทำให้มีผู้ชมจำนวนมาก บางคนถึงขนาดดูซ้ำ2-3 รอบ
 
ส่วนคนที่ยังไม่ได้ดูก็จะถูกคนรอบข้างชักชวนให้ไปดูเพื่อไม่ให้ตกกระแส
 
หนังเรื่องนี้ยังสามารถสร้างรายได้ได้มากกว่านี้
 
และอาจจะได้เป็นที่นิยมในระดับต่างประเทศด้วย
 
เป็นการลบคำสบประมาทที่ว่าหนังไทยไม่มีคนดูเป็นหนังไทยก็มีคนดู

 

edit @ 15 Nov 2009 20:43:51 by linching2