Season

เทศกาลไหว้พระจันทร์

posted on 22 Sep 2010 15:35 by linching2 in Season

"เทศกาลไหว้พระจันทร์" หรือ "เทศกาลโคมไฟ"

ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 8 ตามปฏิทินจันทรคติจีน

เทศกาลไหว้พระจันทร์นี้มีชื่อตามภาษาจีนกลางว่า"จงชิวเจี๋ย" (中秋節)

หรือตามภาษาแต้จิ๋วว่า"ตงชิวโจ๊ย"

หมายถึง เทศกาลแห่งฤดูใบไม้ร่วง

ปัจจุบันในประเทศจีน ไต้หวัน ฮ่องกงจะถือได้ว่าเทศกาลนี้เป็นเทศกาลใหญ่รองจากเทศกาลตรุษจีน

เทศกาลไหว้พระจันทร์ ถือว่าเป็นภูมิปัญญาทางด้านดาราศาสตร์ของชาวจีน

เกี่ยวกับการคำนวณระนาบการโคจรระหว่างโลกกับพระอาทิตย์

เพราะต้องนำกี่โคจรของโลกที่โคจรทำมุมกับพระอาทิตย์นี้มาประยุกต์ใช้

เพื่อกำหนดช่วงเวลาที่แน่นอนของการทำการเกษตร ซึ่งโบราณกล่าวไว้ว่า

"วสันต์มาก็หว่านไถ คิมหันต์พลันก็เติบใหญ่ พอสารทไซร้ทำการเกี่ยว เหมันต์เก็บข้าวเข้ายุ้งฉาง"

 

ในครั้นโบราณกาลกล่าวไว้ว่า จักรพรรดิจีนนั้นมีบิดาเป็นสวรรค์ มีมารดาเป็นพระธรณี

มีพี่ชายคือพระอาทิตย์ มีพี่สาวคือพระจันทร์ ส่วนประชากรก็เป็นลูกหลานบรรพกษัตริย์

ดังนั้นชาวจีนทุกคนจึงเป็นลูกหลานของสวรรค์พระอาทิตย์ พระจันทร์ กันทั้งสิ้น

 

ชาวจีนโบราณจึงทำการเซ่นไหว้ สักการะเทพเจ้าตามธรรมชาติหลักๆ ปีละ 4 ครั้ง หรือ 4 ฤดู ดังนี้

1.ในช่วงฤดูหนาว (冬 “ ตง ”) [วันที่ 21 - 22 ธันวาคมของทุกปี] จะทำพิธีบูชาท้องฟ้า หรือ สวรรค์

2.ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ (春 “ชุน”) [วันที่ 20 - 21 มีนาคมของทุกปี] จะทำพิธีบูชาพระอาทิตย์ หรือ สุริยเทพ

3.ในช่วงฤดูร้อน (夏 “เซี่ย ”) [วันที่ 20 - 21 มิถุนายนของทุกปี] จะทำพิธีบูชาพื้นดิน หรือ พระแม่ธรณี

4.ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง (秋 “ ชิว ”) [วันที่ 22 - 23 กันยายนของทุกปี] จะทำพิธีบูชาพระจันทร์ หรือ จันทรเทพ

เมื่อทราบแล้วว่าคนจีนในสมัยโบราณนั้น มีการไหว้หลักๆ อยู่ 4 ครั้ง ตามช่วงของฤดู

แล้วก็จะเกิดคำถามว่า ทำไมต้องมาไหว้พระจันทร์ ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงด้วย

นั่นก็เพราะในฤดูหนาว แม้ท้องฟ้าจะโปร่ง แต่ก็มีอากาศหนาวเย็นมาก

ไม่เหมาะแก่การชมพระจันทร์ในยามค่ำคืน

ในฤดูใบไม้ผลิ แม้อากาศจะไม่หนาวแต่ท้องฟ้าก็มีเมฆมากโดยอาจจะมีฝนตกก็ไม่เหมาะอีก

 ในฤดูร้อน(ของจีน) ก็มีเมฆมาก ฝนตกมากไม่เหมาะเช่นกัน

จึงมีเพียงฤดูใบไม้ร่วงที่ท้องฟ้าในยามค่ำคืนจะโปร่ง อากาศอบอุ่นกำลังสบาย

เหมาะแก่การเซ่นไหว้ เฉลิมฉลองในเวลากลางคืน

ดังนั้นจีงกำหนดให้วันนั้นเป็นวันเซ่นไหว้พระจันทร์กัน นับแต่นั้นมา

 

ส่วนตามตำนานก็เล่าถึงเรื่องการไหว้พระจันทร์ว่า บนดวงจันทร์นั้นมีคางคกวิเศษอาศัยอยู่

สามารถอำนวยโชคลาภให้แก่มนุษย์ได้ เมื่อพระจันทร์ดับ(ข้างแรม)ทุกครั้งนั่น

แสดงว่าคางคกได้ตายลง แล้วในยามที่พระจันทร์เริ่มขึ้นใหม่(ข้างขึ้น)

คางคกจะเกิดใหม่อีกครั้ง แล้วเมื่อค่ำคืนวันเพ็ญคางคกวิเศษนี้มีกำลังมากที่สุด ใน 1 ปีนี้

จะมีพลังในการประทานโชคลาภมากที่สุดในค่ำคืนวันไหว้พระจันทร์นั้นเอง

ดังนั้นในวันนี้ชาวจีนจึงนิยมทำการไหว้พระจันทร์เพื่อขอพรที่ตนปรารถนา

 

เรื่องเกี่ยวกับเทพนิยายที่เล่าถึงวันไหว้พระจันทร์ก็มีเช่นกัน คือ

เรื่องของนางฟ้าฉางเอ๋อ โดยกล่าวว่าในสมัยดึกดำบรรพ์ มีวีรบุรุษหนึ่งนามว่า โฮวอี้

เป็นผู้ที่มีฝีมืออย่างมากในด้านการยิงธนู

แล้วในสมัยนั้นได้เกิดปรากฏการณ์พระอาทิตย์ขึ้นพร้อมกันถึง 10 ดวง

ทำให้พื้นดินเกิดความแห้งแล้งแทบลุกเป็นไฟ เง็กเซียนฮ่องเต้

จึงมีเทวบัญชาให้โฮวอี้ใช้ธนูยิงพระอาทิตย์ ดวงที่ทำให้โลกเดือดร้อน

แต่โฮวอี้กับเกิดความคะนอง จึงไม่พิจารณาว่าพระอาทิตย์ดวงไหนที่สร้างความเดือดร้อน

แล้วยิงพระอาทิตย์ดับไปถึง 9 ดวง

เง็กเซียนฮ่องเต้จึงพิโรธขับไล่โฮวอี้ไปเกิดบนโลกมนุษย์

เมื่อโฮวอี้ลงมายังโลก แรกๆก็มีนิสัยที่ดีชอบช่วยเหลือและปราบสัตว์ร้ายให้แกjมนุษย์

จนในที่สุดผู้คนก็ยกให้โฮวอี้เป็นผู้นำเผ่า แล้วได้แต่งงานกับนางฉางเอ๋อ

แต่นานไปโฮวอี้เริ่มรู้ตัวว่าแก่ลง จึงปรึกษาผู้รู้จะทำอย่างไร

จึงทราบว่าต้องทำพิธีบูชาขอให้เจ้าแม่ซีหวางหมู่ประทานอายุวัฒนะให้ตน

เมื่อได้ยามา เขาฝากไว้ที่ภรรยา ฝ่ายลูกศิษย์ของโฮวอี้นามว่า เฝิงเหมิง คิดจะโค่นโฮวอี้

และแย่งชิงยาอายุวัฒนะมากิน จึงถือโอกาสในขณะที่โฮวอี้ไม่อยู่

บีบบังคับเอายาอายุวัฒนะจากนางฉางเอ๋อ นางฉางเอ๋อเห็นภาวะคับขัน จึงกลืนยาลงไปเอง

จากนั้นร่างกายของนางก็ล่องลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าไปสถิตบนดวงจันทร์

เมื่อโฮวอี้กลับมา ทราบเรื่องจึงโกรธ ได้ทำการสังหารเฝิงเหมิงทันที

แต่เมื่อฉางเอ๋อจากไปโฮวอี้ก็ซึมเศร้าตลอดมา

เมื่อครบรอบวันคล้ายวันที่ฉางเอ๋อได้จากไปในทุกปี

ในค่ำคืนวันเพ็ญเดือน 8 ตามปฏิทินจีน

โฮวอี้ก็จัดพิธีเซ่นไหว้บูชาพระจันทร์ขึ้น...

...เพื่อระลึกถึงภรรยาที่รัก นับตั้งแต่นั้น ประชาชนจึงทำการเซ่นไหว้พระจันทร์สืบต่อกันมา

 

ในค่ำคืนการไหว้พระจันทร์เดิมนั้น จะนิยมธัญพืชนำมาเป็นเครื่องเซ่นไหว้

เปรียบเสมือนการนำผลผลิตทางการเกษตรของตนเองมาเซ่นไหว้ขอบคุณเทพเจ้า

แล้วต่อมาได้มีการพัฒนาเป็นขนมไหว้พระจันทร์ในแบบต่างๆ จนถึงปัจจุบัน

 

มีตำนานเกี่ยวกับขนมไหว้พระจันทร์ว่า ในสมัยราชวงค์หยวน ซึ่งปกครองโดยชาวมองโกล

พวกนี้ได้กดขี่ขมเหงชาวจีนเป็นอย่างมาก

แต่ชาวจีนก็ไม่ทราบจะติดต่อสื่อสารโค่นล้มราชวงค์ของชาวมองโกลได้อย่างไร

เนื่องจากทหารมองโกล 1 คน จะคอยควบคุมชาวจีน 10 ครอบครัว

แล้ววันหนึ่งมีผู้คิดอุบายที่จะติดต่อสื่อสารกันในหมู่ของชาวจีน

โดยใช้วันไหว้พระจันทร์เป็นวันเริ่มการเขียนจดหมายนัดแนะ รวมกำลังขับไล่พวกมองโกล

โดยได้ทำขนมเปี๊ยะชนิดหนึ่งขึ้นจากแป้ง แล้วมีไส้ทำด้วยธัญพืช

จากนั้นก็ยัดจดหมายลงไปในขนม นำไปแจกจ่ายให้ชาวจีนทั่วไป

เมื่อชาวจีนได้รับประทานขนมไหว้พระจันทร์นี้ก็พบจดหมาย ก็ทำขนมชนิดนี้แจกจ่ายต่อๆ กันไป

และต่างรวบรวมอาวุธจับกุมผู้คุมชาวมองโกลสังหารทิ้ง

อันเป็นจุดเริ่มต้นของการลุกฮือของชาวจีนในที่อื่นๆ ตามมา

เมื่อจักรพรรดิจูหยวนจางได้ขับไล่ชาวมองโกลออกจากแผ่นดินจีนได้เรียบร้อย

เพื่อเป็นการระลึกถึงจุดเริ่มต้นของการกู้ชาติในครั้งนี้

ชาวจีนจึงได้นำธัญพืชชนิดต่างๆ มาประดิษฐ์ทำเป็นขนมไหว้พระจันทร์นับแต่นั้นมา

 

ต่อมาได้มีการนำข้าวของมาทำการไหว้เสริมอีก เช่น เครื่องสำอาง เงินทองต่างๆ

ก็เนื่องจากมีความเชื่อว่า... วันไหว้พระจันทร์นี้เป็นวันระลึกถึงนางฟ้าฉางเอ๋อ

ผู้เป็นสตรีที่งดงามพรั่งพร้อมไปด้วยการเป็นกุลสตรี

 

ดังนั้นการเซ่นไหว้ด้วยเครื่องสำอางก็เพื่อให้นางฟ้าฉางเอ๋อ

ประทานความสวยงามให้กับเหล่าผู้หญิงบนโลกมนุษย์

ส่วนพวกทรัพย์สินต่างๆ ก็นำมาเซ่นไหว้คางคก 3 ขา

ซึ่งเป็นคางคกวิเศษที่สามารถบันดาลโชคลาภทรัพย์สินเงินทองให้

จึงมีการนำเครื่องประดับของมีค่า มาทำการไหว้เพื่อให้ทรัพย์สินนั้นเพิ่มพูน

แล้วในค่ำคืนไหว้พระจันทร์นี้ ทุกบ้านเรือนในประเทศจีนจะมีการประดับประดาโต๊ะเซ่นไหว้

ด้วยโคมไฟจำนวนมาก เพื่อให้เกิดความสว่างไสว จนกลายเป็นเทศกาลโคมไฟมาจนถึงปัจจุบัน

 

ในค่ำคืนนี้หนุ่มสาวชาวจีนสมัยโบราณจะถือว่า เป็นวันสำคัญมาก

คล้ายๆกับวันวาเลนไทน์ ของพวกฝรั่งตะวันตก

เพราะสมัยโบราณหญิงสาวชาวจีนนั้นจะถูกจำกัดสิทธิ์ไม่ค่อยได้ออกไปเที่ยวนอก

บ้านในเวลาค่ำคืนกันเท่าใดนัก แต่ในค่ำคืนของวันเฉลิมฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์นั้น

หญิงสาวชาวจีนจะได้รับการยกเว้นเป็นพิเศษ

จะได้ออกนอกบ้านในเวลาค่ำคืนเพื่อชมการประดับโคมไฟ

ในค่ำคืนนี้พวกหนุ่มๆ ก็จะได้ทำการนัดแนะกับหญิงสาวที่ตนหลงรัก

ให้ออกมาเที่ยวชมพระจันทร์และโคมไฟกัน แล้วสามารถบอกรักได้เป็นการส่วนตัว

เมื่อฝ่ายหญิงตอบตกลงฝ่ายชายก็จะให้ผู้หลักผู้ใหญ่ไปทำการสู่ขอในเวลาต่อมา

ฝ่ายหญิงก็ไม่ต้องถูกจับคลุมถุงชนเหมือนอย่างที่เคยเป็นมา

ชาวจีนจึงถือว่าวันไหว้พระจันทร์ เป็น "วันแห่งความรัก" นับแต่นั้นมา

 

คราวนี้คงทราบที่มาที่ไปของวันไหว้พระจันทร์กันมากขึ้น

โดยเริ่มจากภูมิปัญญาทางดาราศาสตร์ เกี่ยวกับการกำหนดฤดูกาลในสมัยโบราณ

อีกทั้งเรื่องการผูกตำนานต่างๆ ขึ้นมาเป็นนิทานเล่าสืบต่อกันมา

และยังทำให้ทราบถึงที่มาของขนมไหว้พระจันทร์ ที่นิยมทำไส้จากธัญพืชชนิดต่างๆ

และของไหว้เสริมต่างๆ ก็มีที่มาจากตำนานนิทานโบราณของชาวจีนนั่นเอง

 

การไหว้พระจันทร์ไม่ใช่ว่า ถ้าไหว้พระจันทร์เดี๋ยวหน้าจะเป็นหลุมเป็นบ่อเหมือนผิวพระจันทร์

แต่ไหว้เพื่อขอให้ใบหน้าและผิวพรรณเหมือนนางฟ้าฉางเอ๋อ ที่มีหน้าตาผิวพรรณงดงาม

นอกจากประเทศไทยแล้ว ประเทศอื่นๆทั่วโลกที่มีชนชาวจีนไปตั้งถิ่นฐาน

เขาก็จะปฏิบัติเช่นเดียวกัน ชาวจีนจะตั้งโต๊ะจัดของสักการะบูชาพระจันทร์

เพื่อเป็นการขอพรให้กับครอบครัวและให้กับชีวิตของตนเอง

 

ของแต่ละอย่างบนโต๊ะก็จะมีความหมายต่างๆกันไป

หากวิธีการจัดโต๊ะของแต่ละประเทศก็จะแตกต่างกันไป

ขึ้นอยู่กับสิ่งของที่หาได้และผลไม้ในประเทศที่มี ซึ่งโดยปรกติก็จะกำหนดตายตัว

หากแต่ผลไม้ที่ใช้ก็จะเน้นให้เป็นผลกลม

เพื่อความกลมกลึงของชีวิตและหมายถึงความกลมของพระจันทร์

แต่ที่จะขาดไม่ได้เลยคือ"ขนมไหว้พระจันทร์"

ซึ่งจะเป็นขนมอบใส่ไส้ผลไม้กวนหรือถั่วแดงกวน เม็ดบัว และไข่เค็มเฉพาะไข่แดง

 

สิ่งของอย่างอื่นๆ บนโต๊ะก็จะประกอบไปด้วยสิ่งละอันพันละน้อย

ที่มีความหมายแตกต่างกันไป เข่น ... ขนมอี้ ซึ่งเป็นแป้งลูกกลมๆสีแดงสดใสใส่ในน้ำเชื่อมหวาน

ซึ่งเปรียบเหมือนชีวิตที่หวานสดชื่น

ขนมโก๋ ที่เป็นแป้งหวานสีขาว รูปทรงต่างๆ ลวดลายสวยงามเพื่อเป็นการขอผิวพรรณที่ขาวสวย 

ผลไม้ต่างๆ 5 ชนิดที่มีผลกลม เหมือนพรที่ขอเพื่อให้ชีวิตสุขสดชื่นรวมไปถึงชีวิต

ครอบครัวที่มีความสุขความสามัคคี บ้านเจดีย์น้ำตาล เป็นตัวแทนของ ปราสาทแห่งสวรรค์ 

 

 ถั่วหวานขนมหวาน เคลือบน้ำตาล 

 ขนมเปี๊ยที่มีอักษรมงคล ประทับสีแดงอยู่กลางขนม 

ของประดับอื่นๆ ก็จะมีกระดาษรูปเซียน 8 องค์

คำกลอนต่างๆ ในกระดาษสีแดงสดใส เทียนดอกใหญ่ สีแดงที่เขียนคำขอพรไว้

กิ่งหลิว ดอกไม้สีสันสดสวย อ้อยต้นโต เพื่อนำมาทำเป็นซุ้มประตู โคมไฟลวดลายงามตา

การตั้งโต๊ะจะต้องตั้งให้เรียบร้อยก่อน พระจันทร์จะลอยสูงเกินขอบฟ้า

และเก็บก่อนที่พระจันทร์จะเลยหัวไป หรือเมื่อเทียนดอกใหญ่ดับลง หันโต๊ะไปทางทิศตะวันออก

 

 

edit @ 22 Sep 2010 16:55:13 by linching2